คุยขำ ๆ กับเพื่อนคอลูกหนังว่าระหว่าง ปลดล็อกฟอร์มของ ชลบุรี กับ ปลดล็อกร้านเหล้า สิ่งไหนจะเกิดขึ้นก่อน

เกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้คำตอบแล้ว

เกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้คำตอบแล้ว หลัง ศบช. (ศูนย์บริหารฟอร์มการเล่น ชลบุรี เอฟซี) ที่มี สะสม พบประเสริฐ เป็นแม่ทัพ สามารถพาทีมหยุดสถิติเลวร้ายไม่ชนะใคร 5 เกมติดต่อกันลงจนได้

จากหายใจใกล้กับทีมโซนตกชั้น “ฉลามชล” กัด โปลิศ เทโรฯ หยิบสามแต้มสำคัญถีบตัวเองขึ้นมาอยู่กลางตารางได้สำเร็จ

แต่ใช่ว่าปลดล็อกปุ๊บ จะสบายใจเฉิบปั๊บ

อย่าลืมว่าไทยลีกซีซั่นนี้ห้ำหั่นกันทุก 3 วันแบบไม่หยุดพัก นั่นหมายความว่าตารางคะแนนพร้อมผันผวนขึ้นลงได้ทุกเมื่อไม่ต่างจากอารมณ์ของสตรีที่ประจำเดือนมา

การแข่งขันเหลืออีก 9 นัด ขณะที่ ชลบุรี มีคะแนนห่างจากเรดโซนเพียง 6 แต้ม เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ฉลามชล” ยังคงอยู่ในสถานะ “หนีตกชั้น”

อย่างไรก็ดี หากมองในแง่ขวัญกำลังใจ การปลดล็อกชัยในนัดนี้ อาจเป็นสัญญาณคลาย “ความกดดัน” ที่ถาโถมใส่สตาฟฟ์ทีมและผู้เล่นได้บ้าง

ไม่ต้องให้หมอทวีศิลป์มาอธิบายก็พอเข้าใจว่า การลิ้มรสชัยชนะ เปรียบเสมือน “ยา” ช่วยเพิ่มความมั่นใจในระดับหนึ่ง

โอเคที่เกมเฉือน “มังกรโล่เงิน” ภาพรวมอาจตะกุกตะกัก แฟนบอลบางส่วนอาจไม่ปลื้มกับรูปเกมที่เหนื่อยลิ้นห้อยกว่าจะได้ 3 คะแนนมาบ้าง

แต่เอาจริง เวลานี้มองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปเถอะ

ฟุตบอลไม่ใช่ยิมนาสติกลีลา นับคะแนนจากผลการแข่งขันหลังจบ 90 นาที ไม่ใช่ท่วงท่า ฉะนั้นไม่ต้องมองความสวยงามของรูปเกม ไม่ต้องมีปรัชญาฟุตบอลเท่ ๆ จ๊าบ ๆ อะไรแล้ว แค่ลงไปเล่นอย่างไรก็ได้ให้จบเกมแล้วคว้า 3 คะแนนก็พอ

จะใช้ดาวรุ่ง หรือนักเตะอายุ 40 ลงเล่นก็เชิญ ทำให้เต็มที่ ผู้บริหาร สตาฟฟ์โค้ช นักเตะ ต้องประสานมือร่วมแรงร่วมใจกัน

ทรัพยากรผู้เล่น ชลบุรี เอฟซี แม้จะไม่ได้มากด้วยซุป’ตาร์ เหมือนเหล่าบิ๊กทีม ทว่าพวกเขาก็ม่ใช่ทีมที่จะมาดิ้นหนีในโซนตกชั้นอะไรเทือกนี้

เกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้คำตอบแล้ว

งานของ ชลบุรี จากนี้คือการโฟกัส “เกมต่อเกม”

เริ่มต้นด้วยนัดหน้าที่จะบุกไปเยือน ทรู แบงค็อกฯ ของ ธชตวัน ศรีปาน ที่ไม่แพ้ใครมา 7 เกมติดและกำลังไล่ล่าหัวตาราง

อาจไม่ใช่งานง่าย แต่อย่างขี้เหร่ต้องควัก 1 แต้มออกมาจาก ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ให้ได้ นี่คือชอยส์บังคับ

เพราะหากไม่มีคะแนนในเกมถัดไป พวกเขาอาจลงมาจุ่มในโซนท้ายตารางเช่นเดิม

อีกทั้งโปรแกรมที่เหลือ “ฉลามชล” ยังต้องเจอกับทั้ง เชียงราย ราชบุรี บีจี ปทุมฯ การท่าเรือ สมุทรปราการ ทั้งหมดเป็นโซนลุ้นแชมป์ ที่ไล่ล่าตั๋วช้าง เอ้ย ตั๋วเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก

ใช่ … โปรแกรมโคตรยาก แต่ถ้าเซียนจริงก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ จะด้วยยุทธวิธีไหนก็ตาม

อย่างที่บอกข้างต้นไป แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ

ทำให้เด็กมันดูหน่อยฮะ … โค้ชเตี้ย แทงบอลออนไลน์

ขั้นตอนการออกแบบ และเซ็นต์สัญญาการออกแบบ หากท่านต้องการ

ขั้นตอนการออกแบบ
ขั้นตอนการออกแบบ

ขั้นตอนการออกแบบ และเซ็นต์สัญญาการออกแบบ หากท่านต้องการ ท่านสามารถแจ้งวัตถุประสงค์หรือร่างแบบคร่าวๆได้เพื่อบริษัทจะดำเนินการทำแบบร่าง

ขั้นตอนการออกแบบ-เขียนแบบสถาปัตย์ เบื้องต้นมีดังต่อไปนี้

1 งานขั้นวางแผนแนวทางการออกแบบ ( Programming Phaze )
ขั้นการให้คำปรึกษาและขอข้อมูลสำหรับการออกแบบของโครงการจากเจ้าของโครงการ เพื่อทำการสรุป ความต้องการขั้นต้น ของลูกค้า หรือ เจ้าของโครงการ

1.1 รับข้อมูล วัตถุประสงค์ และความต้องการของผู้ว่าจ้าง ข้อมูลที่จำเป็นต่อการขอคำปรึกษาจากนักออกแบบตกแต่งภายในได้แก่

1.1.1. ขนาด ที่ตั้งและรูปร่างของโครงการหรืออาคารที่จะทำการตกแต่ง
1.1.2. งบประมาณที่ได้ตั้งใจไว้
1.1.3. รูปแบบหรือ Style ที่ชอบเป็นพิเศษ
1.1.4. ความต้องการหรือประโยชน์ใช้สอยที่ต้องการจากพื้นที่นั้นๆ
1.1.5. ข้อจำกัดต่างๆ ในงานออกแบบ (ถ้ามี) และ
1.1.6. ของประดับใดหรือสีใดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ และต้องการให้มีในงานออกแบบ (ถ้ามี)

โดยในขั้นตอนนี้อาจจะมีการพบปะพูดคุยระหว่างสถาปนิก และลูกค้ามากกว่า 1 ครั้งเพื่อ ปรับความเข้าใจต่างๆ ให้ตรงกัน และบ่อยครั้งที่ลูกค้าใช้ การพูดคุยในขั้นตอนนี้เพื่อพิจารณาตัวสถาปนิก ว่าสามารถทำงานด้วยกันได้หรือไม่น่าเชื่อถือเพียงใด และมีความสามารถ หรือรูปแบบของงานตรงกับ ความต้องการของลูกค้าหรือไม่ และในทำนองเดียวกัน สถาปนิก ส่วนใหญ่ก็จะใช้ขั้นตอนนี้ ในการพิจารณาว่าจะรับงานของลูกค้ารายนั้นหรือไม่ ด้วยเช่นกัน

1.2 เสนอแนวความคิดในการออกแบบ ( Prelininaly Concept )
สถาปนิก จะทำการวางแนวความคิดในการออกแบบคร่าวๆให้กับลูกค้าทำการ พิจารณา รูปแบบการออกแบบ (Style) รวมทั้งแบ่งพื้นที่ ใช้สอยคร่าวๆ (Zoning) หรือวางผังพื้นที่ใช้สอย อย่างง่ายๆ (Lay-out Plan) เพื่อให้ลูกค้าทำการพิจารณา การแบ่งพื้นที่ทั้งหมดว่าตรงกับความต้องการใช้งานจริง ของลูกค้าหรือไม่

2 งานออกแบบร่างขั้นต้น ( Schematic Design Phaze )
สถาปนิก จะนำแนวความคิดในการออกแบบ และผังพื้นที่ในการใช้สอย ที่ได้ผ่านการอนุมัติ จากลูกค้าแล้วมาพัฒนาเป็น แบบร่างอย่างง่ายๆ เพื่อให้ ลูกค้าเกิดจินตภาพ ได้ว่างานออกแบบทั้งหมด จะออกมาเป็นอย่างไร โดยสถาปนิกจะทำการนำเสนอเป็นภาพ Sketch หรือ Perspective หรือ Model ก็ได้

2.1 แบบร่างขั้นต้นแสดงถึงการใช้สอยพื้นที่ในอาคาร ( Layout Plans )
2.2 รูปทัศนียภาพ ขาว-ดำ ( Black White Perspective Sketch )
2.3 การเสนองบประมาณค่าใช้จ่าย ( Preliminary Budget )

เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ลูกค้าจะเริ่มเข้าใจและมองเห็น หน้าตาของงานออกแบบ ที่สถาปนิกจะพัฒนาในขั้นตอนต่อไป และลูกค้าอาจจะขอปรับแบบได้ แต่ไม่ควรจะแก้ไขแบบจนผิดไปจาก แนวความคิดใน การออกแบบและผังที่ได้วางเอาไว้ เพราะจะทำให้สถาปนิก ต้องกลับไป เริ่มต้นใหม่ทั้งหมดนอกจากนี้ จะกำหนดจำนวนครั้งใน การขอแก้ไขแบบในขั้นตอนนี้ไว้ไม่เกิน 2 ครั้ง เพื่อให้งานออกแบบไม่ยืดเยื้อ และแล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด

3 งานออกแบบขั้นพัฒนา ( Design Development Phaze )

3.1 แบบแปลนการจัดห้อง และพื้นที่ใช้สอยต่าง ( Layout Plans )
3.2 รูปทัศนียภาพ สี ขาว-ดำ ( Color or Black White Perspective Views )
3.3 รูปด้าน ( Elevation Drawings )
3.4 ตัวอย่างการใช้สี และวัสดุอุปกรณ์ ( Material Board )
3.5 แบบจำลอง ( Model )

ในขั้นตอนนี้ สถาปนิกจะทำการพัฒนาแบบ ต่อจากแบบร่างขั้นต้น โดยนักออกแบบมักจะนำเสนอเป็นภาพ Perspective ที่เสมือนจริงหรือ Model ที่ ใกล้เคียงกับงานออกแบบ ที่จะออกมามากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าสามารถจินตนาการ งานทั้งหมด ได้ชัดเจน และในขั้นตอนนี้ลูกค้า อาจจะขอแก้ไขแบบร่าง ในส่วนรายละเอียดได้บ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากแบบในขั้นตอนนี้ มักจะได้รับการอนุมัติจากแบบร่างขั้นต้น เกือบทั้งหมดแล้ว รับออกแบบบ้าน

Toy Story 4 : ซึมน้อยหน่อย เรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ของ วู้ดดี้

Toy Story 4
Toy Story 4

Toy Story 4 : ซึมน้อยหน่อย เรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ของ วู้ดดี้ ที่เริ่มต้นชีวิตในบ้านของเจ้าของคนใหม่ บอนนี่ ซึ่งเธอได้ใช้ช้อนกึ่งส้อม

ประดิษฐ์ออกมาเป็นของเล่นใหม่ที่ตั้งชื่อว่า ฟอร์คกี้ แต่เจ้าฟอร์คกี้ รู้ว่าแท้จริงเขาไม่ใช่ของเล่นแต่เป็นขยะ จึงอยากกลับไปสู่ชีวิตที่แท้จริง เดือดร้อนถึงวู้ดดี้ต้องตามกลับมา กลายเป็นการผจญภัยของเหล่าของเล่นครั้งใหม่ รวมถึงการกลับมาของ โบ ของเล่นหวานใจของวู้ดดี้ที่เธอกลับมาในมาดใหม่เป็นสาวสุดแกร่งด้วย

การกลับมาครั้งที่ 4 ของแก๊งของเล่น หลังจากผ่านไปเกือบครบ 10 ปี จนนึกว่าจะจบลงในภาคที่แล้วตามแบบฉบับหนังไตรภาคเสียอีก แต่แล้วพิกซาร์ก็มีไอเดียคืนชีพเหล่าตัวละครแสนรักกลับมาหาแฟน ๆ ของพวกเขาอีกครั้ง พร้อมกับประกาศว่านี่จะเป็นภาคส่งท้ายของแฟรนไชส์นี้แล้ว (จริงมั้ยไม่รู้) โดยรอบนี้ได้ผู้กำกับหน้าใหม่แต่ไม่ละอ่อนอย่าง จอช คูลีย์ ที่เคยเขียนให้หนังรางวัลน้ำดีอย่าง Inside Out (2015) มาก่อน และยังได้ลองมือกำกับหนังสั้นภาคย่อยอย่าง Riley’s First Date? (2015) ด้วย จนตอนนี้คงอิ่มพร้อมทั้งฝีมือการเล่าเรื่องและบารมีที่จะก้าวขึ้นมารับไม้ต่อจากผู้กำกับภาคแรกและ 2 อย่าง จอห์น แลสเซตเตอร์ ที่ต้องถอนตัวไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากภาระหน้าที่ในงานบริหารค่าย ดูหนังออนไลน์

แม่เมย์ โชว์การบ้าน “น้องมายู” อ่านแล้วกดไลก์ให้กับความน่ารักและออร่าความสวย

แม่เมย์
แม่เมย์

แม่เมย์ โชว์การบ้าน “น้องมายู” อ่านแล้วกดไลก์ให้กับความน่ารักและออร่าความสวย ต่อไปคุณพ่อต้องไว้หนวดเข้มๆ แล้วนะจ๊ะลูกสาวสวยคุณพ่อหวง

มายู ลูกสาว พ่อหนุ่ม กรรชัย กับ แม่เมย์ ออร่าความสวยพุ่งแรงมาก หลายคนแซวพ่อหนุ่มต้องเตรียมไว้หนวดเข้มๆ แล้ว

ต้องบอกว่ายิ่งโตออร่าความสวยยิ่งเห็นชัดมากๆ สำหรับ น้องมายู-ภูรดา กำเนิดพลอย สาวน้อยวัย 7 ขวบ ลูกคนเดียวของ พ่อหนุ่ม กรรชัย และ แม่เมย์ เฟื่องอารมย์ อย่างรูปล่าสุดที่ แม่เมย์ ได้โชว์การบ้านของ น้องมายู กับการเขียนเรียงความส่งคุณครู โดยบอกว่า I am a Queen ฉันเป็นราชินี พร้อมกับบอกถึงกฎน่ารักๆ ของตัวเองอีกว่า I would tell everybody that I love you. My rules would be plant flower anywhere because it is beautiful. (ฉันจะบอกทุกคนว่าฉันรักคุณ/กฎของฉันจะปลูกดอกไม้ที่ไหนก็ได้เพราะมันสวยงาม)

ทำเอาพี่ๆ แฟนคลับอ่านแล้วถึงกับเข้ามากดไลก์ส่งข้อความเอ็นดูในจินตนาการของ มายู กันเป็นแถวเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังได้เห็นภาพน่ารักๆ น้องมายู สวมมงกุฏสวมบทเป็นราชินี และภาพนี้เองหลายคนเห็นแล้วต่างบอกว่า น้องมายู ยิ่งโตยิ่งน่าสวยออร่าความสวยได้ แม่เมย์ มาแบบเต็มๆ งานนี้ต่างแซวถึง พ่อหนุ่ม ว่าต่อไปคุณพ่อต้องไว้หนวดเข้มๆ แล้วนะจ๊ะลูกสาวสวยคุณพ่อหวง ufabet

ภาพยนตร์แอคชั่น Resident Evil

ผีชีวะ 3 สงครามสูญพันธุ์ไวรัส

ผีชีวะ 3 สงครามสูญพันธุ์ไวรัส

ผีชีวะ 3 สงครามสูญพันธุ์ไวรัส (อังกฤษ: Resident Evil: Extinction) เป็นภาพยนตร์แอคชั่นที่ออกฉายในปี ค.ศ. 2007 นำแสดงโดย มิลลา โยโววิช ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ภาคที่สามในภาพยนตร์ชุด เรซิเดนท์อีวิล ต่อจากภาพยนตร์เรื่อง ผีชีวะ 2 ผ่าวิกฤตไวรัสสยองโลก และภาพยนตร์เรื่องนี้มีภาคต่อคือ ผีชีวะ 4 สงครามแตกพันธุ์ไวรัส โดยมีเค้าโครงเรื่องส่วนใหญ่มาจากเกม เรซิเดนต์อีวิล ของ แคปคอม

เนื้อเรื่องย่อ

หลังจากผ่านเหตุการณ์เมืองแรคคูนซิตีใน ผีชีวะ 2 แล้ว แต่สงครามก็ยังไม่จบสิ้น เมื่อวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง…ที-ไวรัส ผลงานมรณะของบริษัทอัมเบรลล่าคอร์เปอเรชั่นแพร่กระจายเหมือนไฟป่า ไปทั่วสหรัฐ แล้วก็ทั่วโลก… ทำให้มนุษย์กลายเป็นซอมบี้กระหายเลือด เมื่อไม่มีที่ใดปลอดภัย คาร์ลอส โอลิเวร่า และ แอลเจ พร้อมด้วยผู้รอดชีวิตรายใหม่ ได้แก่ แคลร์, เคมาร์ท และเนิร์สเบ็ตตี้ จึงทำการรวบรวมผู้รอดชีวิตรายอื่นๆ ออกเดินทางข้ามทะเลทรายไปเรื่อยๆเป็นขบวนรถหุ้มเกราะ พวกเขากำลังตามหาผู้รอดชีวิตรายอื่นๆ แต่สิ่งที่พบเขาพบมีเพียง… ฝูงผีดิบ… ฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาต้องการนั่นก็คือ ปืน และกระสุน เอาไว้ป้องกันตนเอง ภายใต้ดินลับอีกแห่งหนึ่ง บริษัทอัมเบรลล่ายังคงดำเนินต่อไป โดย ดร.ไอแซค ซึ่งกำลังควานหาตัว อลิซ ซึ่งเป็นกุญแจเดียวที่จะเยียวยาหายนะนี้ได้ และเพื่อการทดลองต่อไปอย่างไม่จบสิ้น ไม่เพียงแค่อัมเบรลล่าคอร์ปเท่านั้นที่ต้องการตัวอลิซ แต่อลิซเองก็รอที่จะจัดการกับบริษัทนี้เช่นกัน ดูหนังออนไลน์

แต้ว ณฐพร ร่วมฉลองวันเกิด “คุณพ่อไฮโซณัย” ถ่ายภาพครอบครัวสุดอบอุ่น

แต้ว ณฐพร
แต้ว ณฐพร

แต้ว ณฐพร ร่วมฉลองวันเกิด “คุณพ่อไฮโซณัย” ถ่ายภาพครอบครัวสุดอบอุ่น เรียกว่าอบอุ่นมากๆ กับภาพโมเมนต์นี้ที่บ้านพรประภา

ตำแหน่งว่าที่สะใภ้บ้านพรประภา ในอนาคตคงไม่ไปไหนแล้ว หลังจากที่ช่วงนี้เห็นภาพของนางเอกสาว แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ อยู่ร่วมเฟรมกับครอบครัวสุดอบอุ่นของแฟนหนุ่มไฮโซ ณัย-ประณัย พรประภา อยู่บ่อยๆ ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งถ่ายภาพครอบครัวในวันเกิดของไฮโซณัย

และภาพล่าสุดเนื่องในวันเกิดของ คุณพ่อไฮโซณัย ก็เห็นภาพ แต้ว ณฐพร ไปร่วมฉลองวันเกิดด้วย แถมยังพร้อมใจกันโพสต์ภาพครอบครัวลงอินสตาแกรม ทั้ง ไฮโซณัย ที่โพสต์และเขียนอวยพรวันเกิดคุณพ่อไว้ว่า “Happy bday super dad”

ส่วนแต้วก็โพสต์แคปชั่นสั้นๆ ไว้ว่า “Happy Birthday ka @phornpinit” พร้อมกับลงสตอรี่ไอจี เป็นโมเมนต์อบอุ่น ที่สองพี่น้อง ไฮโซณัย กับพี่ชาย ไฮโซพก ช่วยกันลงมือทำอาหารมื้อพิเศษให้ทานกัน ufabet

หลายๆ คนเห็นรายชื่อผู้เล่นลิเวอร์พูลแล้วก็น่าจะคิดเหมือนๆ กันว่า “อะไรกันครับเนี่ยยยยย

สถานการณ์บังคับ

สถานการณ์บังคับ

สถานการณ์บังคับ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนเห็นรายชื่อผู้เล่นลิเวอร์พูลแล้วก็น่าจะคิดเหมือนๆ กันว่า “อะไรกันครับเนี่ยยยยย !!!????” เมื่อคล็อปป์จัดการเปลี่ยนตัวผู้เล่น

แทบจะทั้งหมด โดยใช้คู่เซ็นเตอร์เป็น แนท ฟิลลิปส์ คู่กับ รีส์ วิลเลี่ยม แบ็กขวาเป็นเนโกร วิลเลี่ยม ส่วนแบ็กซ้ายยังเป็นโรเบิร์ตสันเหมือนเดิม แดน

กลางก็ใช้ นาบี เกอิต้า เจมส์ มิลเนอร์ และจินี่ ไวนัลดุ้ม ส่วนแดนหน้าก็เหลือตัวจริงแค่โม ซาล่าห์ คนเดียว ที่เหลือเป็นชากิรี่ กับความหวังสูงสุดของชาว

เดอะ ค็อป ในเวลานี้อย่างดิโอโก้ โชต้า (ฮา)  ซึ่งถ้าว่ากันตามเหตุผลจริงๆ ก็เข้าใจได้ไม่ยากครับ เพราะว่าลิเวอร์พูลเอง มีศึกที่สำคัญกับทีมมากกว่า

อย่างศึก UCL ที่รออยู่กลางสัปดาห์ การจะไปทุ่มเทกับพรีเมียร์ลีกที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีลุ้นอะไรแล้วก็ดูจะไม่เข้าท่าซักเท่าไร แต่ก็นั่นแหละครับ

มันก็สุ่มเสี่ยงเหลือเกินที่จะทำลายสถิติอันเลวร้ายของลิเวอร์พูลกับรายชื่อผู้เล่นแบบนี้

ด้วยลูกสด หรือความแปลกใหม่มันก็ดีไปอย่างนึงล่ะครับ หรือจะว่ากันตรงๆ จากใจก็คือ เจอแบบนี้ก็ดีตรงที่มันก็ไม่ต้องไปคาดหวังอะไรมากนัก ก็

อาจจะดีไปอีกแบบเหมือนกัน (ฮา) เล่นไป เล่นมาก็ตามคาดล่ะครับ คือ ลิเวอร์พูลเองก็ออกแนวสะเปะสะปะอยู่พอสมควร แต่ด้วยลูกสดและความ

ตั้งใจก็ยังมีจัวหวะให้ลุ้นเล็กๆ บ้างจากโม ซาล่าห์ แต่ก็พลาดได้ประตูขึ้นนำไป เล่นไปเล่นมาฟูแล่มก็เห็นว่าลิเวอร์พูลเองก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรนักครับ

พวกเขาเริ่มทำเกมรุกเข้าใส่เจ้าบ้านและเป็นฝ่ายลุ้นแบบได้น้ำ ได้เนื้อกว่ากันเห็น ลิเวอร์พูลโดนบุก โดนสวนมาแต่ละที หัวใจนี่หล่นไปที่ตาตุ่ม  ไม่รู้ว่า

เจอกับฟูแล่มหรือแมนฯซิตี้กันแน่ (ฮ่าๆ) ลิเวอร์พูลทำเกมแทบไม่ได้ครับ เท่าที่เห็นก็มีแค่จังหวะลุ้นเล็กๆ จากจังหวะฟรีคิกของชากิรี่เท่านั้นเอง นอกนั้น

แทบนึกไม่ออกจริงๆ ว่าพวกเขาสร้างอันตรายให้กับฟูแล่มในจังหวะไหนกันบ้าง สุดท้ายความซวยก็มาเยือนจนได้ครับ เมื่อลิเวอร์พูลเสียเตะมุม และซา

ล่าห์ได้บอลบริเวณกรอบเขตโทษ ซึ่งซาล่าห์เองก็คงจะมองในมุมที่ว่าจะทำเกมสวนกลับยังไงอย่างที่เคยทำกันให้เห็นบ่อยๆ นั่นแหละครับ  แต่นั่นทำให้

เขามองไม่เห็นเลมินาที่อยู่ในมุมอับสายตาของเขาฉกเอาบอลไปได้ ซ้ำร้ายยังยิงเข้าซะมุมดิก !!!  ส่งให้ฟูแล่มขึ้นนำลิเวอร์พูลไปอย่างหน้าตาเฉย …..

สีหน้าโม  ผิดหวังมาก …. และทุกคนก็น่าจะคิดเหมือนกันล่ะครับ  ว่าเกมนี้ลิเวอร์พูลจะกลับมาอีท่าไหนได้ล่ะเนี่ย

ว่ากันด้วยความรู้สึกจริงๆ ผมคิดว่าไม่น่าจะมีใครหวังล่ะครับ ว่าลิเวอร์พูลจะกลับมาได้ แต่พวกเขาก็ตั้งใจอยู่เต็มเปี่ยมครับ แต่ชั่วโมงนี้

อะไรๆ ก็ดูจะไม่เป็นใจกับพวกเขาจริงๆ ลูกยิงวอลเลย์ของดิโอโก้ โชต้าที่ยิงด้วยเท้าซ้ายแบบจังๆ ที่ถ้าเป็นเวลาปกติก็น่าจะเสียบตาข่ายไปแล้ว แต่อเร

โอลาก็ไม่รู้ไปกินกาวแท่งอะไรที่ไหนมา บินปัดไปได้อย่างเหลือเชื่อ ทั้งนักเตะและกองเชียร์ลิเวอร์พูลหน้าเหวอไปตามๆ กันครับ ว่าขนาดนี้แล้วยังไม่

ได้ประตูอีกเหรอ ???  จังหวะที่ทำท่าว่าจะท้อๆ นั้นภาพก็ตัดไปที่เครื่องบินเล็กครับ ที่แฟนส่งข้อความมาให้กำลังใจนักเตะและเจอร์เก้น คล็อปป์ด้วย

ข้อความที่ว่า UNITY IS STRENGH  แปลเป็นไทยก็ประมาณว่า “สามัคคี คือ พลัง” อะไรประมาณนั้นล่ะครับ ซึ่งมันก็ส่งพลังให้นักเตะได้อยู่พอสมควร

เหมือนกันครับ ลิเวอร์พูล พยายามบดบี้ฟูแล่มอย่างเต็มที่ ด้วยการโยนบอลไปกดดันในเขตโทษ แต่ยังไม่ได้ผล คล็อปป์ส่งมาเน่ลงมาหวังเปลี่ยนเกม

แต่ชั่วโมงนี้ มาเน่เหมือนลืมเอาความคมไว้ที่ฤดูกาลก่อนครับ  เขามีโอกาสหวาดเสียวที่สุดคือจังหวะโหม่งย้อยๆ ทำท่าว่าบอลจะเข้าประตูอยู่แล้ว อเร

โอลาก็หมดสิทธิ์และได้แต่ชะเง้อมองไปแล้วแต่บอลเจ้ากรรมก็มาชนเสาไปเสียอีก คล็อปทุ่มหมดหน้าตักครับ กับการเปลี่ยนเอาเทรนท์ลงมา และเอา

ฟาบินโญ่ลงมาในแดนกลาง ข้อดีที่ได้เห็นจากเกมนี้คือพอฟาบินโญ่อยู่ในแดนกลางแล้ว จังหวะที่ลิเวอร์พูลตัดบอลได้จากกลางสนาม หรือจากใน

แดนของคู่ต่อสู้มีให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ เลยครับ ส่วนเทรนท์เองก็พยายามเต็มที่แล้ว แต่ว่าสุดท้ายลิเวอร์พูลก็เอาชนะกองหลังของฟูแล่มไม่ได้  จบเกมด้วยการแพ้ไป 0-1 และทำสถิติแพ้คาบ้านติดต่อกันเป็นนัดที่ 6 เข้าไปแล้ว
และแน่นอนล่ะครับ เมื่อผลงานแย่แบบนี้ เสียงของความไม่พอใจ เสียงก่นด่าย่อมดังมากขึ้นเป็นธรรมดา บางคนก็ถึงกับว่าต้องการการเปลี่ยนแปลง

หรือเอาง่ายๆ คือ อยากไล่คล็อปป์ออกกันเสียแล้ว ….. อย่างที่ว่าล่ะครับ บางที …. นี่อาจจะเป็นบททดสอบที่ส่งมาทดสอบความเป็นแฟนลิเวอร์พูล

ของพวกเราก็ได้ เมื่อฤดูกาลก่อนเรายังเชิดชูกุนซือชาวเยอรมันคนนี้ราวกับเขาเป็นพระเจ้า และผมเชื่อว่าตอนนั้นทุกคนก็ยินดีปรีดากันชัยชนะที่เขานำ

มาให้เหล่าแฟนบอลกันทุกคนแน่นอนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เมื่อปัญหารุมเร้า ผลงานดำดิ่งแบบนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจมากกว่าครับ บางที “ความรัก”

มันก็ดูกันตอนที่ลำบากนี่แหละครับ ว่าเรารักกันมากแค่ไหน และพร้อมจะเดินฝ่าฟันความยากลำบากเหล่านี้ไปด้วยกันไหม ….. คิดถึงตอนมีความสุข

ด้วยกันครับ เราเคยยิ้ม หัวเราะ มีความสุขไปด้วยกัน วันนี้ถ้าเราจะทุกไปด้วยกันบ้างจะเป็นอะไรไป ….. วันนี้กุนซือคนนี้ต้องการกำลังใจครับ อย่าเพิ่งปล่อยมือกันไป ถ้าเรายังรักกัน  YNWA ครับทุกคน แทงบอลออนไลน์

Ratatouille พ่อครัวตัวจี๊ด หัวใจคับโลก

Ratatouille

Ratatouille

Ratatouille American Day 29 มิถุนายน 2018 2007 เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นลำดับที่แปดของ Pixar ซึ่งตั้งชื่อตาม Ratatouille ของฝรั่งเศส (Rattatoi ในภาษาอังกฤษ) และได้รับรางวัลออสการ์ลูกโลกทองคำและภาพยนตร์อังกฤษ Academy Awards และ Grammy Awards

ตัวละคร

  • เรมี่ (Remy)
หนูชนบทที่มีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นเชฟชื่อดังในกรุงปารีส โดยตอนหลังอยู่ที่ร้าน La Ratatouille โดยคอยช่วยลิงกวินี่และคอลเลตต์ทำอาหาร
ให้เสียงพากย์โดย แพทตัน ออสวัลท์
  • อัลเฟรโด้ ลินกวินี่ (Alfredo Linguini)
ลูกชายของออกุส กุสโตว์ เชฟชื่อดังของฝรั่งเศส ตอนแรกเขาทำงานเป็นเด็กเทขยะ แต่เมื่อมีเรมี่คอยให้ความช่วยเหลือ เขาก็กลายเป็นเชฟที่มีชื่อเสียง โดยมีความสัมพันธ์กับคอลเลตต์ตั้งแต่เรมี่ทำให้ลินกวินี่จูบคอลเลตต์โดยไม่ได้ตั้งใจ
ให้เสียงพากย์โดย ลู โรมาโน
  • คอลเลตต์ ทาทูว์ (Colette Tatou)
เชฟผู้หญิงคนเดียวในร้านกุสโตว์ โดยเธอคอยฝึกการเป็นเชฟให้กับลิงกวินี่ตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ ถึงแม้เธอจะไม่ค่อยถูกใจลิงกวินี่เท่าไหร่นัก แต่เมื่อลิงกวินี่จูบเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอกับลิงกวินี่ก็เริ่มออกเดตด้วยกัน ทำให้เรมี่รู้สึกโดดเดี่ยว โดยเธอเป็นคนๆ เดียวที่กลับช่วยเหลือลิงกวินี่จนผ่านวิกฤตไปได้
ให้เสียงพากย์โดย จานีน กาโรฟาโล
  • สกินเนอร์ (Skinner)
เจ้าของร้านกุสโตว์หลังจากที่กุสโตว์ตายไป เป็นหนึ่งในตัวร้ายหลักของเรื่อง เขาต้องการที่จะขายชื่อกุสโตว์เพื่อทำการตลาดอาหารกล่องและอาหารแช่แข็ง
ให้เสียงพากย์โดย เซอร์ เอียน โฮล์ม
  • แอนทอน อีโก้ (Anton Ego)
เป็นนักวิจารณ์อาหารที่มีอิทธพลมากที่สุดในฝรั่งเศส และเคยวิจารณ์ร้านกุสโตว์ซึ่งอาจเป็นเหตุการตายของกุสโตว์ก็เป็นได้ เขากล่าวว่า เขารักอาหาร แต่ถ้าเขาไม่ชอบมันเขาจะไม่กลืนมันลงคอ
ให้เสียงพากย์โดย ปีเตอร์ โอ’ ทูล
  • ออกุส กุสโตว์ (Auguste Gusteau)
เชฟชื่อดังของฝรั่งเศสที่เสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุหลังจากร้านกุสโตว์ถูกลดดาวเหลือสี่ดวงเหตุโดยคำวิจารณ์ของอีโก้ โดยเขาได้เขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิต กุสโตว์ปรากฏออกมาเป็นระยะในรูปจินตนาการของเรมี่
ให้เสียงพากย์โดย แบรด การ์เร็ต
  • เอมิล (Emile)
พี่ชายของเรมี่ เป็นคนทึ่งอะไรง่ายและมองโลกในแง่ดี และค่อนข้างตะกละ
ให้เสียงพากย์โดย ปีเตอร์ ซอห์น
  • จังโก้ (Django)
พ่อของเรมี่และเอมิล และเป็นหัวหน้าอาณาจักรหนู เขาไม่ต้องการอะไรนอกจากให้เรมี่เป็นเหมือนกันหนูตัวอื่นๆ ในอาณาจักร จังโก้ไม่เห็นด้วยที่เรมี่จะไปอยู่กับมนุษย์แต่สุดท้ายเขาก็ยอมที่จะช่วยเรมี่ให้ร้านกุสโตว์ฝ่าวิกฤตไปได้
ให้เสียงพากย์โดย ไบรอัน เดนเนฮี
  • Will Arnett พากย์เสียง ฮอร์สท์ (Horst) ซูเชฟร้านกุสโตว์
  • James Remar พากย์เสียง ลาร์รูส (Larousse) เชฟร้านกุสโตว์
  • Tony Fucile พากย์เสียง ปอมปีดู (Pompidou) เชฟร้านกุสโตว์ และ คนจากกรมอนามัย
  • Julius Callahan พากย์เสียง ลาโล (Lalo) เชฟร้านกุสโตว์ และ ฟรังซัวส์ (Francois) คนออกแบบอาหารให้กับสกินเนอร์
  • John Ratzenberger พากย์เสียง มุสตาฟาร์ (Mustafa) บริกรของร้านกุสโตว์
  • Teddy Newton พากย์เสียง ทาลอง ลาบาร์ดี (Talon Labarthe) ทนายของสกินเนอร์
  • แบรด เบิร์ด พากย์เสียง แอมบริสเตอร์ มีเนียน (Ambrister Minion) คนรับใช้ของอีโก้
  • โธมัส เคลเลอร์ พากย์เสียง แขกร้านกุสโตว์

ท่ามกลางกระแสไล่

ท่ามกลางกระแสไล่ ย่อมมีเสียงคัดค้าน ท่ามกลางกระแสต่อต้าน ย่อมมีแรงสนับสนุน และนี่คือเหรียญสองด้านของความคิดเห็นเรื่องการต่อสัญญาใหม่โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

 

มีประเด็นข่าวที่เกิดมาในช่วงนี้เกี่ยวกับเรื่องราวการต่อสัญญาของ Ole Gunnar Solskjaer ว่ากำลังจะได้รับสัญญาใหม่ที่มีมูลค่าราวๆ 10ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งผู้จัดการทีมวัย48ปีรายนี้ กำลังจะหมดสัญญาลงในช่วงจบฤดูกาล 2021/22 ซึ่งก็คือปีหน้านั่นเอง ว่ากันว่า เอ็ด วู้ดเวิร์ด เตรียมพร้อมที่จะคุยสัญญาใหม่กับเขาทันที โดยไม่เกี่ยวว่าปีนี้จะมีแชมป์ติดมือหรือไม่อย่างไร

ประเด็นนี้จริงๆแล้วมักจะถูกนำไปพาดหัวจนmisleadingอยู่บ่อยๆเช่นว่า “แชมป์ไม่จำเป็น” หรืออะไรบ้าง จนแฟนบอลtoxicบางส่วนก็เชื่อแต่หัวข่าวแล้วเข้าไปแบบนั้น แล้วก็นำไปด่ากันต่อว่า สโมสรเราทำทีมกันไปงั้นๆ ไม่ต้องเอาแชมป์ แค่ติดอันดับและได้เงินไปแชมเปี้ยนส์ลีกเรื่อยๆก็พอแล้ว ไม่ต้องลงทุนเพื่อเอาแชมป์

ในบริบทนี้มันไม่ใช่เรื่องราวเช่นนั้น แต่เป็นเรื่อง “การต่อสัญญา” กับโซลชาเป็นหลักๆแค่ว่า สโมสรต้องการจะเซ็นใหม่เพื่อขยับขยายสัญญาที่กำลังจะหมดปีหน้านั่นเอง

ท่ามกลางกระแสไล่

ดังนั้นประเด็นที่แท้จริงของการพูดคุยนั้น เราควรคุยกันในแง่ที่ว่า “การต่อสัญญากับโซลชานั้นเหมาะสมมากน้อยเพียงใด” หรือว่า “ดีพอหรือยังที่จะต่อ” และแม้กระทั่ง “เร็วไปไหมถ้าจะต่อสัญญา” ถ้าคุยกันด้วยประเด็นพวกนี้จึงจะดีกว่าที่จะไปโฟกัสเรื่องราวอื่นๆ

และบทความข้างล่างนี้ศาลาผีไม่ได้เขียนเอง แต่ผมเรียบเรียงและแปลออกมาจากarticleต่างประเทศที่มีชื่อว่า “The two sides to Ole Gunnar Solskjær’s potential contract extension” หรือ เหรียญสองด้านของการต่อสัญญา โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ซึ่งเขียนโดยมุมมองที่แตกต่างกันจากนักเขียนสองคนจาก Andrew Delaney และ Arion Armeniakos ตามลำดับ

บทความนี้น่าจะดีกับแฟนผีทั้งสองฝ่าย เพราะตอนนี้ก็เสียงแตกกันพอสมควรในเรื่องที่ว่า เราจะสนับสนุนโซลชาหรือไม่ หรือว่าอยากจะให้เปลี่ยนผู้จัดการทีม ซึ่งก็เป็นความคิดเห็นที่อยู่แตกต่างกันคนละฝั่ง และบทความนี้เป็นการรวบรวมมุมมองที่มองต่างกัน บทความแรกนำเสนอความเห็นในด้านไม่เห็นด้วย ในขณะที่อีกบทความแสดงความเห็นซัพพอร์ตอย่างชัดเจน

 

ผู้อ่านสามารถอ่านแล้วคิดตามไปกับความคิดเห็นของตัวเองได้เลย แต่ในฐานะผู้แปลอยากจะบอกว่า นี่เป็นarticleที่ดีทั้งสองบทความ เพราะมันเต็มไปด้วยเหตุผลสนับสนุนและหักล้างกันทั้งสองฝ่าย บนพื้นฐานของหลักตรรกะคิดที่ดีทั้งคู่

เพียงแค่ต้องการนำเสนอว่า เวลาเชียร์บอลก็อย่ามุ่งความเห็นไปด้านใดด้านหนึ่ง พยายามคิดให้ครบทุกมิติ เพราะในบรรดาเรื่องดี มันก็มีเรื่องแย่ และสิ่งที่แย่มันก็มีความดีอยู่ในนั้นเช่นกัน ไม่มีสิ่งใดขาวไปเลยหรือดำไปเลยอย่างเดียว ของทุกอย่างเหรียญมันมีสองด้านเสมอ

และนี่คือสองบทความความเห็นที่แตกต่างกันดังกล่าว ขอเชิญอ่านกันได้เลย แล้วจะเห็นด้วยกับบทความไหนก็แล้วแต่ หรือจะเห็นด้วยทั้งสองบทความเหมือนผู้เขียนนี่ก็ได้ไม่ว่ากัน

 

เหรียญด้านที่หนึ่ง

“เร็วไปมั้ยที่จะต่อสัญญาใหม่?”

โอเล่ กุนนาร์ ทำผลงานได้ดีในการคุมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนับตั้งแต่มารับงานในเดือนธันวาคมปี2018 ที่เป็นเผือกร้อนซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาในทีมมากมายไม่ว่าจะเป็นนักเตะอายุเยอะที่ค่าเหนื่อยสูงลิบลิ่ว และปัญหาส่วนตัวของการขาดความมั่นใจ และขาดความฟิตของนักเตะในทีม ซึ่งในความเป็นจริงคือความสามารถของทีมโดยรวมนั้น “ต่ำกว่ามาตรฐานของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” อย่างมาก

ในระยะเวลาแค่สองปี เขาเคลียร์ปัญหาเหล่านี้ออกไป โดยการปล่อยตัวอเล็กซิส ซานเชส, แอชลีย์ ยัง, มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน และก็คริส สมอลลิ่ง แล้วนำเอาตัวที่สดกว่า ดีกว่า และมีความกระหายมากกว่าเข้ามาทดแทนอย่างเช่นบรูโน่ แฟร์นันด์ส, อารอน วานบิสซาก้า และแฮรี่ แมกไกวร์เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการทำการค้าที่ฉลาดและสมเหตุสมผลแทบจะทุกดีล ต่างจากเมื่อก่อนที่แมนยูไนเต็ดต้องซื้อนักเตะด้วยการจ่ายเงินที่มากเกินเหตุสำหรับนักเตะบางคน แต่โซลชาทำงานได้ดีเยี่ยมมากในการสร้างทีมใหม่ขึ้นมาที่โอลด์แทรฟฟอร์ด

 

จุดที่ดีที่สุดนั้นเขาได้มีการพัฒนานักเตะบางคนที่ถูกตัดหางปล่อยวัดและทอดทิ้งให้ฟอร์มตกมาจากผู้จัดการคนก่อน ซึ่ง ลุค ชอว์ คือตัวอย่างที่ดีอย่างไม่มีอะไรกังขาอีกต่อไปในเรื่องนี้ จากการที่ไม่สามารถควบคุมการดูแลตัวเองและปล่อยให้ร่างกายอ้วนฉุเพราะoverweightสำหรับนักฟุตบอล แถมนำมาใช้งานไม่ได้ในสนาม กลับกลายเป็นนักเตะที่เพอร์ฟอร์มดีระดับน้องๆของเพอร์ฟอร์มของบรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเลย

การคืนชีพขึ้นมาของชอว์ในครั้งนี้นั้นมีส่วนมาจากโอเล่ กุนนาร์ โซลชาค่อนข้างมาก ตามที่ฟูลแบ็ครายนี้เมนชั่นถึงผู้จัดการทีมของเขาในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าโอเล่สำคัญมากๆในการกลับสู่ฟอร์มของเขา

แบ็คซ้ายวัย25ปีกกล่าวว่า “เขาช่วยผมอย่างมากในสนาม แต่มันมีส่วนมากยิ่งกว่านั้นอีกเพราะนี่คือหนึ่งในสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการลงสนามของผมอย่างยิ่ง ซึ่งมันมาจากวิธีการที่เขาดูแลนักเตะ เขารู้ว่านักเตะต้องการอะไรบ้าง”

มันคือการยกย่องอย่างสูงจากชอว์ และเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงทักษะวิธีการบริหารบุคลากรของโซลชา มันสามารถชุบชีวิตอาชีพนักฟุตบอลของคนๆนึงที่ดูเหมือนเกือบๆจะหันหลังให้กับฟุตบอลไปแล้วในหลายปีที่ผ่านมา

 

งานนอกสนามของเขาส่วนใหญ่ทำได้ดีมากๆ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีข้อสงสัยเรื่องฝีมือการคุมเกมในสนามอยู่เช่นกัน แน่นอนว่ายูไนเต็ดดูตื่นเต้นภายใต้ยุคของโซลชา ทำให้แฟนบอลดูแล้วรู้สึกดีใจที่เห็นทีมมีความหวังเช่นนั้นในหลายๆครั้ง แต่ว่าเรื่องต่างๆเหล่านี้มันก็ผ่านไปแล้ว ฟอร์มการเล่นของทีมโดยรวมอาจจะพูดได้ว่า ปีนี้ดูจะมั่นคงและแน่นอนกว่าซีซั่นที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่ใครที่ดูแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดลงแข่งอยู่ทุกๆสัปดาห์นั้นก็จะเห็นชัดว่า แต่ละนัดก็มีประเด็นที่แตกต่างกันอยู่เป็นประจำ

มีหลายๆเกมที่ต้องพึ่งพาการแบกทีมของแฟร์นันด์ส, แรชฟอร์ด หรือ ป็อกบา ไม่งั้นเกมนั้นก็เจ๊งบ๊งไปเลย ซึ่งนี่ไม่ใช่ประเด็นปัญหาของทีมเราที่นานๆจะต้องเป็นแบบนั้นสักที (พึ่งพาการแบกทีมของตัวแบก) แต่นี่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นทุกนัดจนเป็นเรื่องปกติแล้ว

 

ปัญหาอื่นที่ยูไนเต็ดของโซลชาเจออีกก็คือการเจาะทีมรับต่ำ(low blocks) นี่ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดอย่างบ่อยครั้งเช่นกัน สำหรับเกมเค้าท์เตอร์แอทแท็คนั้น แมนยูไนเต็ดทำได้ดีมากเหมือนพวกชั้นนำในยุโรปอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่เมื่อใดก็ตามเจอทีมรับต่ำขึ้นมาครั้งใด ทีมเราดูจะเล่นได้ช้ามากๆ บ้อท่า และดูไม่ค่อยมีลุ้นมากๆ

การเน้นยึดติดอยู่กับการใช้กลางคู่โดยไม่ต้องพะวงกับคู่แข่งนั้น ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น และดูเหมือนกับว่าทีมจะขาดคุณภาพในการcoaching ที่ทีมระดับท็อปๆทั้งหลายส่วนใหญ่เขาจะหาวิธีเจาะทีมประเภทจอดรถบัสได้ทั้งนั้น

การเปลี่ยนตัวระหว่างเกมของโซลชานั้น มีทั้งเปลี่ยนแล้วโดนจุด กับเปลี่ยนแล้วไม่ได้ผลทั้งคู่ และการตัดสินใจสำหรับการเลือกตัวของเขามักจะทำให้คนดูงงงวยอยุ่เสมอ เช่นว่า ในเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศที่ผ่านมา ทำไมโอเล่ถึงคิดว่ามันเป็นเกมที่เหมาะสมและถูกต้องแล้วในการพักสองนักเตะที่ดีที่สุดของทีมไว้บนม้านั่ง พอๆกับคอมเม้นของเขาที่เหมือนจะไม่ได้ต้องการจะเอาแชมป์ถ้วยนี้ด้วย

จริงอยู่ว่าเรากำลังจะจบซีซั่นด้วยการมีคะแนนเยอะกว่าปีก่อนๆ แต่ว่านักเตะเหล่านี้จะรู้และเข้าใจวิธีการพาทีมเป็นแชมป์ได้อย่างไรในอนาคต ถ้าไม่พยายามจะให้พวกเขาได้ลิ้มรสชาติของการเป็นแชมเปี้ยนบ้างเลยสักรายการ

 

มีข่าวลือมากมายว่าโซลชาจะได้รับการต่อสัญญาใหม่ และส่วนตัวของต้นทางผู้เขียนบทความนี้ เขาคิดว่านี่เป็นการเทคแอคชั่นที่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่จากบอร์ด เพราะโซลชาเองนั้นไม่ได้มีสโมสรอื่นๆติดต่อเข้ามาจะแย่งชิงตัวไปคุมทีมแต่อย่างใด แถมด้วยเรื่องที่ว่า ถึงจะมีใครอยากได้ตัวเขาไปคุมทีมก็ตามมันก็เป็นไปไม่ได้อีก เพราะนี่คือ “dream job” ของโซลชาเองด้วยซ้ำ เพราะงั้นเขาไม่มีทางไปไหนอยู่แล้ว

การจะมาเซ็นสัญญาใหม่เพื่อผูกมัดเขาให้อยู่ต่อไปนั้นเหมือนกับการที่สโมสรและบอร์ดนั้น “ไล่ต้อนตัวเองเข้ามุมธง” ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นและพวกเขาก็ไม่อยากถูกบีบให้เป็นเช่นนั้นด้วย ผู้เขียนบทความนี้คิดว่าเราควรที่จะรอดูไปก่อนและค่อย “ประเมินซ้ำอีกครั้ง” ในปีหน้า

ตัวผู้เขียนนั้นห่างไกลมากจากการพยายามไล่โอเล่ให้โดนปลด แต่ถึงกระนั้นก็ยังสงสัยในใจอยู่เช่นกันว่า โซลชาจะพาทีมไปได้ไกลถึงระดับไหน และจะไปได้ตลอดรอดฝั่งโดยไม่มีอะไรเกิดปัญหาหนักจริงๆหรือไม่ ก็อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นของบทความชิ้นนี้ว่าเรามองเห็นโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ทำผลงานที่ดีเยี่ยมมากๆแล้วกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

กุญแจสำคัญคงอยู่ที่การหาใครสักคนที่ดีพอจะสานต่องานอันยอดเยี่ยมนี้จากโซลชาได้ถ้าจะหาผู้จัดการทีมใหม่ และผู้เขียนก็หวังว่าเขาจะคิดผิด และโซลชาจะคุมทีมต่อไปได้

 

เหรียญอีกด้านหนึ่ง

“สโมสรออกมาแสดงถึงการซัพพอร์ตโซลชาถูกเวลาไหม?”

การขยายสัญญาช่วงกลางฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งเฮดโค้ชแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าคาดหวังให้เกิดขึ้นเลย เพียงเพื่อที่หวังจะให้การต่อสัญญานี้มันเกิดเป็นเรื่องดีๆและ “สปาร์ค” กระตุ้นอะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องพิเศษๆแก่เหล่านักเตะและผู้จัดการทีมเท่านั้น การได้สัญญาใหม่ก่อนที่ของเก่าจะหมดลงนั้นมันเป็นเหมือนการรับรองขั้นสุดยอดที่จะบอกว่าคุณจะได้ทำงานนั้นสานต่อไปอีกยาวๆ กับลูกทีมและสตาฟฟ์ที่อยู่ในปัจจุบันบนแผนงานของคุณนั่นเอง

ประเด็นสำคัญเรื่องนึงที่มีการพูดคุยถกเถียงในเรื่องของความคิดเห็นมากๆนั่นก็คือ เรื่องการเป็นผู้จัดการทีมที่เข้ามาคุมทีมได้ดีที่สุดนับตั้งแต่หมดยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันที่วางมือลงไปจากบัลลังก์

 

จริงๆเราไม่ควรเอาผู้จัดการปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับผู้จัดการที่ดีที่สุดตลอดกาลสักเท่าไหร่ แต่ว่าหากว่าดูแบบคร่าวๆถึงบอลลีกของป๋าในทุกๆฤดูกาลช่วงยุคที่เป็นพรีเมียร์ลีกแล้วนั้น ความสำเร็จของป๋าถูกสร้างขึ้นบนสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นคง” เป็นหลัก โดยเขามีสูตรความสำเร็จที่ยั่งยืนมาก และยูไนเต็ดก็ไม่เคยจบต่ำกว่าอันดับสามเลยในยุคพรีเมียร์ลีก

ถึงแม้ว่าโซลชาจะยังไม่เคยชูถ้วยใดๆเลยก็ตาม แต่เขาคือผู้จัดการทีมคนแรกในยุค post-SAF ที่สามารถนำ”ความเชื่อ”(belief) กลับมาได้ว่า แมนยูของเรา”ยังไม่ตาย”

 

การพ่ายแพ้ในรอบรอง4ครั้ง และรอบ8ทีม1ครั้ง ยังคงเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของเขาอยู่ แต่บางทีแล้วเส้นทางที่ไม่ราบเรียบเหล่านั้นก็เป็นเหมือนอุปสรรคที่จะนำพาไปสู่ “บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น” ก็เป็นได้

หนึ่งในสถิติที่น่าเหลือเชื่อก็คือ ผู้จัดการในยุคหลังป๋านั้นไม่มีใครสามารถจบท็อปโฟร์ได้อย่างต่อเนื่องได้เลย จากขาประจำแชมเปี้ยนส์ลีก ยูไนเต็ดกลายเป็นทีมที่ไม่ใช่ขาประจำ และขึ้นๆลงๆในเกมบอลถ้วยยุโรปของยูฟ่า ไม่ว่าจะเป็นเดวิด มอยส์/หลุยส์ ฟาน กัล หรือ โจเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมเหล่านี้ไม่มีทำให้แน่ใจได้เลยว่าแมนยูไนเต็ดจะได้ไปเล่นถ้วยไหนในซีซั่นหน้า

สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป เมื่อโซลชาพูดออกมาว่า การคว้าถ้วยรางวัลรายการประหลาดๆเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นตัวป้อน “อัตตา” แก่ผู้จัดการทีมซะมากกว่าที่จะ”สะท้อน” การพัฒนาก้าวหน้าของสโมสรอย่างแท้จริง ซึ่งที่โซลชาพูดส่วนหนึ่งมันก็ถูก และก็คล้ายๆกับที่พวกนักข่าวต่างๆทวีตประโยคพวกนี้

คุณลงเล่นเพียงแค่10เกมเท่านั้นเองในการแข่งขันบอลถ้วยเหล่านี้ เพียงเพื่อที่จะคว้าชัยชนะได้จากช่วงการลงแข่งสั้นๆ แต่ว่าพอได้แชมป์แล้วยังไงต่อ? ถึงจะได้พวกแชมป์ถ้วยทั่วๆไปเหล่านี้ แต่ว่าฤดูกาลนั้นคุณจบอันดับ8 แล้วปีหน้าจบอันดับ10 แต่ว่าได้แชมป์ถ้วยพวกนั้น

อย่างนั้นยังจะเรียกว่า “progress” (เจริญก้าวหน้า)อีกมั้ย? หรือเป็นสัญญาที่ดีในอนาคตหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ความฟินจากการประสบ”ความสำเร็จในระยะสั้น”ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาของ”ความล้มเหลวระยะยาว”

ส่วนหนึ่งของโซลชาที่พูดถึงเรื่องการคว้าพวกถ้วยเหล่านั้นในแนวทางนั้น มันก็ถูกจริงๆ

 

สำหรับผู้จัดการรายนี้แล้วจริงๆเราจะพูดถึงเขายังไงก็ได้แล้วแต่คน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ เขาไม่เคยนำอัตตามาใช้ที่นี่ ด้วยวัฒนธรรมการเชียร์บอลของแฟนสมัยนี้นั้น ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์รายนี้ได้รับการยอมรับเรื่องการเข้ามาพยายามแก้ปัญหาให้กับสโมสรที่เขารัก ซึ่งยักษ์หลับอย่างเรามีบาดแผลเกิดขึ้นมามากมายจากผู้คนหลายๆคนที่ไม่ได้มีสโมสรนี้อยู่ในมโนสำนึก และอยู่ใน”หัวใจ”อย่างแท้จริ

ถึงโซลชาจะยังไม่มีถ้วยใดๆติดมือเลยก็ตาม แต่คุณก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังก้าวไปสู่สิ่งนั้นอยู่ จากประเด็นการคว้าแชมป์ที่มันดูจะแย้งๆกันเองจากประโยคของโซลชานั้น เขามักจะพูดอยู่บ่อยๆว่า ถ้าหากว่าคุณชนะในลีกได้ประจำแล้วนั้น เดี๋ยวพวกถ้วยแชมป์ทั้งหลายมันก็จะตามมาเอง เพราะความสำเร็จมันจะมาพร้อมกับ”ความมั่นคง” เป็นหลัก และนั่นแหละจากที่ผู้จัดการรายนี้ว่าเอาไว้ว่า การเจริญก้าวหน้าที่แท้จริงนั้นมันจะสะท้อนออกมาจาก “ตำแหน่งในลีก” มากกว่า ซึ่งเป็นการลงแข่งขันหลักๆที่คุณจะสามารถพิสูจน์ทีมได้ผ่านการเล่นในทุกๆสัปดาห์ให้เราเห็นตลอด “38ครั้ง” ในเกมลีก

แมนยูไนเต็ดแพ้เพียงแค่สี่ครั้งเท่านั้นในลีก นับตั้งแต่”กุมภาพันธ์ปี2020″ อย่างไรก็ตามพวกเขาพลาดเสมอก็เยอะเช่นกัน ซึ่งก็เป็นตามนั้นจริงๆอยู่นั่นแหละ แต่โซลชา แก้ปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอทันทีด้วยการทำการค้าที่แน่นอนในการลงตลาดนักเตะ การชนะต่อเนื่องตลอดซีซั่นให้ได้นั้น คือวิธีที่ดีที่สุดในการวางรากฐานความสำเร็จที่ยั่งยืน มากกว่าชัยชนะแค่เป็นครั้งคราว

 

ท้ายที่สุดแล้ว การจะชนะคาราบาวคัพได้(อย่างที่แฟนบางคนคาดหวัง) แต่ทีมจบอันดับ6ในลีกงี้ มันอาจจะยังไม่ดีพอสำหรับที่นี่ และก็ไม่ใช่สิ่งที่สโมสรแห่งนี้ควรจะอยู่ในตำแหน่งเช่นนั้น ซึ่งfactก็คือผู้จัดการทีมระดับบิ๊กเนมต่างๆในอดีตต่างก็ทำไม่ได้ แต่โซลชากำลังสร้างสถิติการติดท็อปโฟร์ต่อเนื่องกันให้กับทีมได้ ซึ่งเป็นสิ่งแรกๆที่เขาพูดออกมาหลังจากถูกถามว่าจุดมุ่งหมายในการทำทีมอยู่จุดไหน

อันดับสามในฤดูกาลแรกที่ได้คุมทีมแบบเต็มๆ และกำลังเดินเครื่องการันตีอันดับสองอยู่ในขณะนี้นั้น โซลชาต้องการที่จะรักษาเสถียรภาพของเรือลำมหึมาลำนี้ และคุมหางเสือพาเรือไปในทิศทางถูกต้องอย่างที่มันควรจะเป็น เพื่อมุ่งไปสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปกว่านี้ จากที่ผู้จัดการทีมสองคนสุดท้ายพาทีมจบเกือบๆจะกลางตารางและกลายเป็นสถิติส่วนตัวใหม่ของพวกเขาที่ไม่เคยเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

โซลชาแก้ปัญหาเรื่องนโยบายซื้อขาย, เคลียร์พวกdeadwood(นักเตะที่ไม่มีประโยชน์ และหมดแล้ว)ออกจากทีม, ปลุกผีทีมอะคาเดมี่และสร้างความสดใหม่ สร้างทีมใหม่ขึ้นมาด้วยการผสมผสานนักเตะเวิร์ลคลาส กับพวกดาวรุ่งที่มีฝีเท้าดีไว้ใจได้ เข้ามาร่วมอยู่ในทีมตลอดสองปีที่ผ่านมา

 

ด้วยทรัพยากรในทีมที่จำกัดเมื่อเทียบกับคู่แข่งของเขา โซลชาสามารถประสบความสำเร็จใหญ่ๆได้ แม้ว่าจะยังไม่มีถ้วยมาตั้งในตู้โชว์ ตอนนี้สโมสรเรารู้สึกปลอดภัยและมั่นคงมากกว่าเดิม ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในช่วงสิบปีให้หลัง และก็เป็นเวลาที่จะเริ่มขยับต่อในก้าวต่อไป

เกิดสัญญาณในแง่บวกต่างๆที่แฟนบอลต้องการ และการเล่นของทีมก็ดีขึ้นแม้ว่ายังไม่สม่ำเสมอเพียงพอ ผลการแข่งขันทุกอย่างก็ดูดีขึ้น อันดับในลีกกระเตื้องขึ้น

แม้ว่าทีมจะยังไม่มีคุณภาพเชิงลึกที่มากพอจะกลับมาอยู่ในจุดที่เป็นสถานะ “เครื่องจักรสังหารล่าถ้วยแชมป์” เหมือนเช่นเหมือนก่อน แต่ยูไนเต็ดก็ขึ้นมาอยู่ในสถานะผู้ท้าชิงในระดับแนวหน้าได้แล้ว

 

สิ่งนั้นคือการก้าวในลำดับถัดไป การมอบสัญญาใหม่โซลชาและสนับสนุนเขาอย่างสุดกำลัง น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่แมนยูไนเต็ดควรทำในซัมเมอร์นี้ เขาคือคนที่ใช่ในเวลาที่ใช่สำหรับสโมสรแห่งนี้ เขาพาทีมกลับมาสู่รากเหง้าของสโมสร และกลับมาในจุดที่ควรอยู่ และทำให้แฟนๆกลับมาเชื่อได้อีกครั้ง ทั้งๆที่ไม่เคยได้นักเตะเป้าหมายแรกจากตลาดนักเตะมาเข้าทีมเลย

ขณะเดียวกันโซลชาเองก็ยังมีจุดบกพร่องอยู่เหมือนที่คนอื่นๆมี แต่เขาก็พิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นโค้ชที่มีความสามารถทั้งเรื่องในและนอกสนามยิ่งดีกว่านั้นขึ้นไปอีกซึ่งจะพาให้เราไปได้ไกล แทงบอลออนไลน์

Shadow in the cloud ประจัญบาน อสูรเวหา – น้องหนูบู๊เข้ม ๆ เฟมินิสต์มาเต็ม

Shadow in the cloud
Shadow in the cloud

Shadow in the cloud ประจัญบาน อสูรเวหา – น้องหนูบู๊เข้ม ๆ เฟมินิสต์มาเต็ม ย้อนกลับไปปี 2010 หนุ่ม ๆ ต่างตกหลุมรักโคลอี เกรซ มอเรตซ์  (Chloë Grace Moretz) สาวน้อยขาบู๊หน้าละอ่อนริมฝีปากอวบอิ่มที่โผล่มาซัดเหล่าร้ายใน Kick Ass ผลงานเรื่องนี้ล่ะที่เปิดโอกาสให้เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับดัง ๆ มากมายทั้งมาร์ติน สกอร์เซซี กับ HUGO (2011) อังตวน ฟูควา กับThe Equalizer (2014) หรือกระทั่งได้เล่นหนังรีเมกทั้ง Let Me In (2010) Carrie (2013) เรียกได้ว่าตลอด 10 ปีในวงการเธอแทบจะไม่เคยหายไปไหน ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ในหนังดีบ้างแย่บ้าง สำเร็จบ้างล้มเหลวบ้างและยังไม่เคยประสบความสำเร็จเท่า Kick Ass ได้อีกเลย

ที่ต้องเกริ่นนำผลงานของโคลอี เกรซ มอเรตซ์ ในรีวิวหนัง Shadow in the cloud เรื่องนี้ก็คงด้วยเหตุผลว่าหน้าหนังทำให้เราย้อนกลับไปมองโคลอีในฐานะนางเอกหนังบู๊อีกครั้งด้วยโปสเตอร์ที่นำเสนอภาพน้องโคลอี้เกาะแกะปีนป่ายเครื่องบินรัวกระหน่ำกระสุนขายความเป็นหนังเกรดบีเต็มที่เลย ทำให้อดตั้งความหวังไม่ได้ว่าหรือนี่จะเป็นหนทางกลับสู่สปอตไลต์ของเธอ

Shadow in the cloud เปิดเรื่องด้วยแอนิเมชันที่มุ่งให้ทหารหนุ่ม ๆ ของกองทัพเกรงกลัวเกรมลินค้างคาวยักษ์ที่มุ่งโจมตีเหล่าทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วหนังก็ตัดไปที่ภาพของ มอว์ด แกร์เร็ต (โคลอี เกรซ มอเรตซ์) ช่างเครื่องบินหญิงที่มาพร้อมกระเป๋าปริศนาพร้อมอ้างภารกิจลับสุยอดจากผู้บังคับบัญชาเพื่อขึ้นเครื่องบินรบ Fool’s Errand หรือแปลง่ายก็คืองานคนโง่เพื่อบ่งบอกถึงภารกิจประหนึ่งการฆ่าตัวตายได้ตลอดเวลา ดูหนังออนไลน์