คลังเก็บป้ายกำกับ: 6 Underground

6 Underground โทนี่ สตาร์ก ที่ฮาแบบเดดพูล แต่บู๊แบบไมเคิล เบย์

6 Underground โทนี่ สตาร์ก
6 Underground โทนี่ สตาร์ก

6 Underground โทนี่ สตาร์ก ที่ฮาแบบเดดพูล แต่บู๊แบบไมเคิล เบย์ หนังแอ็คชั่นเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่รวมตัวขึ้นมาเพื่อต่อกรกับนายพลโรวัค เรื่องย่อ พวกเขาคือกลุ่มคนที่ทนความอยุติธรรมบนโลกนี้ไม่ได้ เมื่อกฎหมายลงโทษคนชั่วที่แท้จริงไม่ไหว เศรษฐีหนุ่มจึงแกล้งสร้างสถานการณ์ให้ตนเองตาย และรวมสมัครพรรคพวกอีก 5 คนซึ่งต่างความสามารถต่างที่มาแต่อุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมตายจากโลกใบนี้และเกิดใหม่ในฐานะฮีโรใต้ดินที่แทนชื่อตัวด้วยหมายเลข เพื่อออกขจัดความชั่วร้ายในโลกนี้ หนังเน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้เป็นที่จับตามองตั้งแต่ชื่อทีมสร้างถูกประกาศ โดยไม่ต้องสนใจพลอตมากมายนัก ไล่ไปตั้งแต่นักแสดงนำใหญ่หนึ่งเดียวของหนังอย่าง มิสเตอร์เดดพูล ไรอัน เรย์โนลด์ ที่มาร่วมงานกับผู้กำกับมากผลงานอลังการผลาญทรัพยากรบู๊อย่าง ไมเคิล เบย์ ในโพรเจกต์ที่เน็ตฟลิกซ์ควักกระเป๋าให้ทุนสูงถึง 150 ล้านเหรียญ เพื่อเนรมิตหนังบล็อกบัสเตอร์แบบที่การันตีอันดับต้น ๆ ในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศได้สบาย (ถ้าฉายโรง) แล้วเอามาให้ลงบริการสตรีมมิ่ง เพื่อแสดงศักยภาพว่าเน็ตฟลิกซ์เป็นมากกว่าบริการดูหนังออนไลน์ แต่มันคือค่ายหนังใหญ่ที่มีพลังพอ ๆ กับค่ายหนังโรงยักษ์ใหญ่ทั้งหลายด้วย

สิ่งที่น่าหวั่น คือใครจะคุมความกาวของไมเคิล เบย์ ได้

จริง ๆ ก็เป็นคำถามตั้งแต่แรก ๆ ล่ะ ไมเคิล เบย์ อาจเป็นผู้กำกับที่ฉกาจในการตีหนังเป็นภาพมีสไตล์ รังสรรค์ฉากบู๊ที่สวยติดตา และสดใหม่จนติดใจคอบู๊มานักต่อนัก แต่จุดพร่องของเขาก็คือการวางเนื้อเรื่องหลวมโพรก บางครั้งก็ไม่สนตรรกะอะไรอีกเลย จนคนดูมักได้ล้อได้แซวอยู่เสมอ แต่งานนี้เขาได้ยาขจัดความกาวของหนังตัวเองได้ดี นั่นคือกาวชั้นดีมียี่ห้อเกรดสูงอย่าง เรตต์ รีส และ พอล เวอร์นิก มือเขียนบทสุดฮาบันเทิงจากหนัง Deadpool และ Zombieland ทั้ง 2 ภาค ที่ติดสอยห้อยตามไรอัน เรย์โนลด์ มาเขียนโครงสร้างหนังได้อย่างมีระเบียบ มีชั้นเชิงการเล่าที่น่าสนใจ ด้วยการเปิดกลุ่มตัวละครแบบไม่ลำดับเวลา ตัดสลับภารกิจปัจจุบันที่อิตาลีในการชิงดวงตาของทนายความจอมฉ้อฉลของจอมเผด็จการเพื่อเอามาสแกนเปิดโทรศัพท์ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลความลับทั้งหลาย กับอดีตและที่มาที่ไปรวมถึงความเชี่ยวชาญของสมาชิกกลุ่มแต่ละคน ที่แทนตัวด้วยหมายเลข ทำให้เราเห็นโครงร่างว่านี่ไม่ใช่หนังทีมรวมยอดคนธรรมดา แต่มันมีความน่าสนใจในตัวเองแต่ละคนมากกว่านั้น

ด้วยความยียวนของมือเขียนบท ต้องบอกว่าหนังฉลาดในการสร้างปมประเด็น เพราะมันไม่ได้ต้องลงลึกจนซีเรียส แต่ก็มีเนื้อหนังให้เรื่องดูจับต้องได้จริง และปล่อยพื้นที่ที่เหลือให้ไมเคิล เบย์ใส่จินตนาการความสดใหม่ของเขาลงไปได้อย่างเต็มที่ ทำให้มันกลายเป็นหนังไมเคิล เบย์ ในฉบับที่ลงตัว ไม่พร่องไม่ล้น จนน่าเสียดายว่าถ้าได้ฉายในระบบการฉายดี ๆ เสียงกระหึ่ม ๆ จอใหญ่ ๆ กับงานภาพระเบิดตูมตามโชว์สถาปัตยกรรมหลายที่ มันคงจะฟินไม่น้อยทีเดียว

1 มหาเศรษฐี 2 สายลับ 3 มือปืน 4 โจรลอยฟ้า 5 หมอ 6 นักขับ 7 พลแม่นปืน — หมายเลขมี 7 แต่กลุ่มนี้มีแค่ 6

ความกวนทีนของหนังยังเป็นอะไรที่ต้องขอชื่นชมแบบลงรายละเอียดเลยทีเดียว มันกวนมาตั้งแต่คอนเซปต์ของเรื่อง เราอาจชินกับหนังบู๊ระดับตำนานที่มักว่าด้วยฝั่งพระเอก 7 คนที่มักต้องเข้าไปช่วยเหลือหมู่บ้านหนึ่งที่ห่างไกลจากการคุกคามโดยคนชั่วที่มีอำนาจหรืออาวุธ ไม่ว่าจะ Seven Samurai (1954) หรือ The Magnificent Seven (1960) หรือหนังไทยอย่าง 7 ประจัญบาน เองก็ตาม แต่กับ 6 Underground มันไปเหนือกว่าด้วยการคารวะหนังชั้นครูเหล่านั้นด้วยการมีสมาชิกหมายเลข 7 แต่มีกันแค่ 6 คน และไม่ใช่แค่จำนวนน้อยกว่า ภารกิจของพวกเขาก็ทะเยอทะยานไปหนักมากกว่าเพราะไม่ใช่การช่วยหมู่บ้านยากจนเท่านั้น แต่พวกเขาต้องปลดปล่อยประเทศเทอร์กิสถานจากการปกครองของเผด็จการนายพลโรวัค ศัตรูที่มีความฉลาด ไม่ไว้ใจใคร โหดเหี้ยมและมีชั้นเชิง รวมถึงอุดมการณ์หนุนจิตด้านชั่วที่พอดิบพอดี (ฉากถกประเด็นจากละครเวทีของเชกสเปียร์กับพระเอกสร้างมิติตัวละครขึ้นมาเลย) สำหรับคนดูมันก็เว่อมั้ยล่ะการปลดปล่อยประเทศด้วยคนเพียง 6 คน แต่ตารีสกับเวอร์นิกก็ทำบทที่เราเออออไปด้วยได้ตลอดเรื่อง ต้องยอมรับเลยว่าหนังรอดส่วนหนึ่งเพราะบทจริง ๆ

บทยังช่วยให้บทสนทนาไม่แห้งแล้งด้วย เพราะมันมาทั้งมุกคำพูดหนัง มุกคำพูดจากเนื้อเพลง และยังเอากิมมิกจากพอปมีเดียต่าง ๆ มาเล่นอย่างมันมือ ไม่ว่าจะเสียงทดสอบระบบ THX ที่เราคุ้นชินกลับเป็นอาวุธทรงพลัง เสียงซาวด์เอฟเฟกต์รถที่ชนพลิกแบบสโลว์แต่ใส่เสียงจากหนัง Transformers มา ตลอดจนมุกตลกร้ายที่ถนัดกันทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะมือเขียนบท หรือการด้นสดจากไรอัน เรย์โนลด์เองก็ตาม สนุกมาก ถ้าเนิร์ดหนังเนิร์ดเพลงด้วยยิ่งสนุก ฉากแนะนำตัวละครหมายเลข 4 ต้องบอกว่าครีเอตฉากล้อหนังเรื่องหนึ่งที่เรารู้จักดีได้โหดมาก (ไปดูเองนะ) เอาเป็นว่าในแง่กิมมิกทั้งหลายนี่ประทับใจอย่างแรง

การสร้างตัวละครที่เป็นอีกหัวใจของหนัง

หนังเหมือนจะอ่อนเรื่องการสร้างตัวละครให้เรารักนะ ยืนยันว่ากว่าครึ่งเรื่องมายังไม่ค่อยอินตัวไหนเป็นพิเศษ แม้แต่ตัวละครหมายเลข 7 ที่เข้ามาหลังสุดและเหมือนตัวแทนผู้ชมในการเข้ามารู้จักทีมผีนี้ หนังก็ไม่ได้ให้เราอินมากนัก แต่พอผ่านภารกิจสัก 2-3 ฉากใหญ่ หนังอยู่ดี ๆ โจมตีหัวใจเราไปตอนไหนไม่รู้ สารภาพเลยว่าฉากฮ่องกงที่เป็นฉากใหญ่ฉากหนึ่งเนี่ย ขโมยหัวใจเราไปแจกให้แต่ละตัวละครเลย โดยเฉพาะหมายเลข 4 โจรที่เป็นฟรีรันนิ่งเนี่ย น้องแกคือ สไปเดอร์แมน ของโทนี่ คือ โรบิน ของแบทแมน เลยทีเดียว ทำเราเอาใจช่วยได้ตลอดเลยหลังจากนั้นมา และจะว่าไปคนเขียนบทก็จงใจให้บทหมายเลข 1 ของเรย์โนลด์ เป็นส่วนผสมของ โทนี่ สตาร์ก และ บรูซ เวย์น อยู่เหมือนกันนะ แต่ถ้ามองโลกความจริงก็ต้องว่ามันมีความ อีลอน มัสก์  อยู่ไม่น้อยเลยเหมือนกัน (ดูสิล้อไปยันการจัดสร้างตัวละครได้อ่ะ)

อัดเต็มด้วยฉากความรุนแรงเกินเรตสตรีมมิ่ง อินสะใจกับการฆ่าเผด็จการ

หนังสตรีมมิงส่วนใหญ่ ว่ากันตรง ๆ มักพยายามไม่ให้รุนแรงเกินจำเป็นเพราะฐานครอบครัวที่ดูหนังในบ้านนั้นมักมีเด็ก ๆ อยู่ด้วย ยิ่งหนังที่ไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่ ๆ จัดที่ต้องตีความ ถอดสัญญะมากมายอย่างเรื่องนี้ด้วยแล้ว แต่กระนั้นเน็กฟลิกซ์ก็ตามใจให้ไมเคิล เบย์ และทีมงานทำอะไรก็ได้สุดฝีมือไปเลย มันจึงมาทั้งคำสบถหยาบ และภาพรุนแรงต่อจิตใจทั้งอวัยวะขาดกระเด็น พวงลูกตาที่ถือห้อยไปมาอยู่นาน ฉากตายที่โหดเข้าไส้ ฉากโยนคนลงตึก ฉากขับรถชนทับคนข้างถนนระเนระนาดแบบเน้น ๆ ที่ว่ามานี้ถ้าถอดความบันเทิงหรือความตลกร้ายที่เคลือบไว้ออกหนังมันมีความรุนแรงสูงมากเลยทีเดียว มองในแง่คนโต ๆ คือโคตรสะใจ ถึงลึก ๆ เราจะรู้ว่าปัญหามันไม่ควรแก้ด้วยความรุนแรง แต่การได้เห็นหัวหน้าเผด็จการในเรื่องโดนอะไรหนัก ๆ ตายโหด ๆ มันก็สะใจความรู้สึกเราเหมือนกันนะ ก็เลยมองว่าหนังทำมาป้อนผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่ถ้าเด็กบังเอิญมาดูก็ขอแค่มีผู้ปกครองแนะนำข้าง ๆ ด้วยนั่นล่ะดีที่สุด

หนังยังมีจุดเสียอีกนิดหน่อยคือการถ่ายฉากแอ็กชันระยะประชิด ผสมการตัดต่อฉับไว หลายฉากมีความมึนหัวสับสนเล่นงานดวงตาอยู่เหมือนกัน ที่เป็นหนัก ๆ เลยคือฉากรถซิ่งไล่ล่ากลางอิตาลีบางช่วง แต่โดยรวมก็ไม่เป็นปัญหา วิสัยทัศน์งานภาพของไมเคิล เบย์ เขาเอาอยู่ทุกองศาอยู่แล้ว ไว้ใจได้เรื่องภาพเสียง

สรุป นี่เป็นหนังเน็ตฟลิกซ์ที่มันสุด ฮาป่วง โหดเอี้ย ๆ และมีคุณสมบัติสำหรับการเป็นอันดับหนึ่งตารางหนังทำเงินแบบฉายโรงสบาย ๆ ด้วยฝีมือของแต่ละวงการทั้งนักแสดง ผู้กำกับ มือเขียนบท ทีมสร้าง อยากจะบอกว่าเสียดายแค่ว่ามันไม่ได้ดูในโรงแค่นั้นล่ะ นอกนั้นโคตรดี คุ้มค่าเน็กฟลิกซ์เว่อ ๆ

6 Underground 6 ลับ ดับ โหด หนังแอ็กชั่น อภิมหาฟอร์มยักษ์ของ Netflix ทุนสร้าง 150 ล้านเหรียญ กำกับโดย “ไมเคิล เบย์” นำแสดงโดยไรอัน เรย์โนลส์ มือเขียนบทหนัง Rhett  Reese จาก Deadpool กับ Zombieland ทั้ง 2 ภาค เรื่องราวของยอดคน 6 คนที่ร่วมกันทำภารกิจโค่นโคตรคนเลวระดับโลกแบบลับๆ ด้วยตนเอง

ข้อเสียนัมเบอร์ 1: ไมเคิล เบย์ ชื่อชวนยี้ในยุคหลัง 

เกริ่นก่อนเลยว่าผมดูหนังไมเคิลเบย์มาตลอดตั้งแต่ยุคแรกของเขา แบดบอย The Rock Pearl Harbor Armageddon จนมาถึงผลงานที่มาไกลที่สึดของเขาที่ทุกคนรู้จักกันดีคือ Transformers ภาคแรก ก่อนที่จะหากินกับภาคต่อมาอีกหลายภาค จนมาหยุดที่ Transformers: The Last Knight ที่คงรู้ตัวแล้วว่าเข็นออกมาสูบเงินแฟนๆ หรือคนดูทั่วไปต่อคงไม่ไหว เพราะนอกจากรายได้ที่ต่ำเตี้ยลง คะแนนวิจารณ์ก็ย่ำแย่ แฟนๆ ก็สาบส่ง ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวหนัง แต่รวมไปถึงเครดิตลายเซ็นต์การทำหนังระเบิดภูเขาเผาเมืองที่ตกต่ำลง หนังยุคหลังของเขาเหมือนสิ้นคิดกับบทภาพยนตร์มากๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ผมคิดคนเดียวแน่ เพราะทั้งคำวิจารณ์กับรายได้หนังของเขามันตกลงๆ แบบเห็นได้ชัดเจนว่ายุคนี้ชื่อนี้ขายยากแล้ว ไม่ใช่แบบยุคก่อนที่ปะหน้าแบบไหน ไม่ว่าแค่ผู้อำนวยการสร้างคนก็พร้อมแห่ไปดู แล้วทีนี้การมาของไมเคิลเบย์ใน Netflix ล่ะจะเป็นไง? บอกตรงๆ ว่าตอนแรกก็ไม่ได้หวังอะไร เพราะ Netflix คือนายทุนใหญ่ใจป๋าแจกเงินให้คนทำหนังแย่ๆ มามากมาย คือถ้าปะว่าหนัง Netflix นี่คนพอรู้กันเลยว่าคงได้แค่พอใช้ก็หรูแล้ว เลยคิดว่าการมาของไมเคิลเบย์ในนี้เหมือนมาหานายทุนใหม่ให้เขาถลุงเงินกับบทกลวงๆ เท่านั้น แต่แล้วกลับพบว่าไม่ใช่อย่างที่คิด…

ข้อดีนัมเบอร์ 1: บทภาพยนตร์สุดท้าทายของไมเคิลเบย์กับ Netflix

นี่เป็นหนังที่ยังคงคอนเซ็ปต์ลายเซ็นต์ของเขาครบถ้วนชัดเจน เรียกว่าชัดเจนมากๆ ตั้งแต่เปิดเรื่องเลยกับ 20 นาทีแรกที่ระห่ำเว่อร์มากจริงๆ แต่ตรงนี้ขอละไว้ก่อน เพราะเรื่องนี้เราคงคาดการณ์กันได้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนั้น แต่เรื่องที่สนใจคือปัญหาเรื่องบทภาพยนตร์กลวงๆ แบบที่ผ่านมาหายไปเยอะมาก คือหนังมีโครงเรื่องที่อาจจะไม่แปลกใหม่มากนัก แนวยอดคนรวมตัวกันทำภารกิจท้าทายแบบมิชชั่นอิมพอสซิเบิ้ล หรือแบบฟาสแอนด์ฟิวเรียสช่วงหลังๆ ที่กลายมาเป็นหนังรวมตัวสายลับใต้ดินกับภารกิจกู้โลกบู๊ไฮเทค ซึ่งจริงๆ ก็แนวเดียวกันเหมือนกันหมดนี่แหละแต่ว่าจุดที่เรียกว่าสดใหม่และก็ท้าทายทั้งไมเคิลเบย์ Netflix และผู้ชมด้วยว่าจะโอเคไหมกับ “การสร้างหนังฟอร์มยักษ์ต่อเนื่องเหมือนซีรีส์” ที่ไม่คาดคิดว่าโปรเจ็กต์มันจะมีโรดแมฟอลังการงานสร้างยาวขนาดนี้ คืออาจจะถึง 9 ภาค ถ้าในเรื่องไม่ใช่การเข้าใจผิดของผู้เขียน เพราะตัวหนังบอกไว้ชัดเจนว่าภาคนี้เป็นแค่ภารกิจแรกจาก 9 ภารกิจที่ปิดไว้ และก็ไม่ได้มีการเฉลยเรื่องราวสำคัญให้กับคนดูอย่างจงใจหยอดทิ้งปมไว้เป็นระยะๆ ในเรื่องเหมือนซีรีส์ แต่ก็ยังดีที่เคลียร์ภารกิจแรกจบไปได้อย่างสวยงาม

6 Underground มีการวางบทและโครงสร้างที่ดีพอจะต่ออายุยาวๆ ของแฟรนไชนส์ใหม่นี่ได้แน่ๆ  และนี่ก็เปลี่ยนหนังจุดเปลี่ยนของ Netflix สำคัญเรื่องหนึ่ง ซึ่งเร็วๆ นี้มีไอริชแมน แต่หนังเรื่องนั้นไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้เท่าเรื่องนี้แน่นอน เพราะจุดประสงค์ก็ต่างกันสิ้นเชิงด้วย ระหว่างหนังป๊อบคอร์นกับหนังชิงออสการ์ ที่มีการคำนวนกันมาเป็นอย่างดีว่าอุดจุดอ่อนและสร้างจุดแข็งให้กับ Netflix

ข้อเสียนัมเบอร์ 2: ยัดแอ็กชั่นตัดฉับไวถี่ๆ ชวนงงสไตล์ไมเคิล เบย์

อย่างที่บอกไปในย่อหน้าก่อนนี้ หนังมีแผนงานที่ดูจบแล้วต้องทึ่งว่าเอาจริงดิ คือกะเป็นงานสร้างอลังการยาวไกลถึง 9 ภาค โดยที่หนังยังกั๊กข้อมูลสำคัญๆ ไว้แบบหนังซีรีส์ด้วย ซึ่งก็เป็นทั้งการวางแผนที่ฉลาดและก็อาจจะยากเกินไปในตัวด้วย เพราะเท่ากับหนังต้องเดินเรื่องคลุมเครือในบางส่วนที่สำคัญมากเพื่อจะดึงให้คนดูไปต่อภาคต่อไปได้ กับหนังที่ยาว 127 นาที (รวมเครดิต) เลยกลายเป็นงานอัดแน่นด้วยแอ็กชั่นลากยาวๆ แบบแทบไม่แตะเบรคกันเลย ซึ่งเอาจริงๆ คือมันสนุกสะใจคนดูแน่นอนถ้าทำได้ถึง ซึ่งหนังก็ทำได้ถึงในหลายๆ จุด แต่กลับพบว่าหนังไม่ค่อยเมคเซนส์เอามากๆ กับฉากแอ็กชั่นไล่ล่า แบบว่าตัวเอกในเรื่องแต่ละคนสกิลก็อย่างเทพ อย่าง นัมเบอร์ 4 Sky Walker ที่เก่งเรื่อง “ปาร์กัวร์” หรือสปีดรันเนอร์ กลับโดนพวกลูกสมุนตัวร้ายไล่ตามได้ทันตลอดทุกที ซึ่งดูไปก็ออกจะงงๆ เหมือนกันว่าอุตส่าห์หนีไปแบบที่สูงตามยากโคตรๆ แต่ทำไมตัดมาอีกทีพวกนี้กลับมาไล่จี้ตูดอีกแล้ว

หรืออย่างเปิดเรื่องนัมเบอร์ 6 ที่สกิลขับรถระดับทีมฟาสมาเอง ขับหนีได้อย่างเซียน แต่ตัดฉากมาก็มีรถตามทันอีกแล้ว กลายเป็นฉากพวกนี้แค่ตั้งใจโชว์สกิลทีมพระเอก จบแล้วก็โยนตัวร้ายลงมาต่อคิวให้จัดการไปเรื่อยๆ คือมันไม่ใช่หนังที่วางมาดีๆ แบบเห็นตัวร้ายชัดเจนว่าเริ่มมากี่คน ไล่ตามทีมพระเอกไปกี่คนอะไรแบบนี้ หนังจู่ๆ ก็หยิบเอาพวกนี้โยนลงมาๆๆๆ ให้มันมีฉากแอ็กชั่นต่อไปเรื่อยๆ เท่านั้น ยิ่งบวกกับการตัดต่อไวๆ แบบฉับๆๆ ให้เห็นแต่แอ็กชั่นสลับไปมาทั้งเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ของไมเคิลเบย์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันดียังไงเพราะมีแต่ทำให้คนงงตามไม่ทันแทบทั้งนั้น คือถึงดูสนุกรู้เรื่อง แต่มันก็ไวเกินไปจริงๆ และถ้าเทียบผลงานยุคก่อนนี้ที่เขาทำฉากแอ็กชั่นออกมาน่าจดจำกว่านี้มาก

ข้อดีนัมเบอร์ 2: เต็มไปด้วยแอ็กชั่นคิวบู๊เท่ๆฉากโหดดิบแหวะไม่ต้องแคร์อายุผู้ชมเหมือนหนังโรง

แต่ถึงฉากแอ็กชั่นจะตัดฉับไวรัวๆ แบบสไตล์เบย์ แต่ว่ามาคราวนี้หนังมีคิวบู๊กับฉากแอ็กชั่นเท่ๆ ในแบบที่มีการครีเอทออกมาได้ดีเลยทีเดียว หนังออกมาในแนวการต่อสู้ประชิดตัวหลายต่อหลายฉาก และก็แจกบทแอ็กชั่นให้ทุกตัวละครได้เล่นอย่างทั่วถึงได้โชว์ของมีอะไรเท่ๆ ตลอดเรื่อง รวมถึงไรอันเรย์โนลด์เองก็ได้โชว์สกิลต่อสู้ขั้นสูงแบบโดนรุม 3 ก็เก็บคนร้ายได้ในพริบตา ซึ่งหนังตั้งใจทิ้งเป็นปมไว้ไม่เคลียร์ด้วยว่าทำไมพระเอกที่เป็นมหาเศรษฐีถึงเก่งได้ขนาดนั้น?

นอกจากนี้หนังยังตั้งใจอัดฉากโหดแบบยิงหัวเละ อัดระเบิดเข้าปาก รวมถึงฉากไล่ล่าที่ต้องมีตัวร้ายตายเป็นเบือ หนังก็อัดฉากตายที่เสียวแหวะของพวกนี้มาอย่างจะๆ จงใจโชว์ความเนียนให้ศพดูสมจริงตายจริง ซึ่งก็เนี๊ยบมากๆ แม้หยุดภาพดูก็ยังจับผิดไม่ได้ หนังไล่เก็บรายละเอียดการตายแหวะๆ ของลูกกระจ๊อกมาครบถ้วน จนเรียกว่าเป็นจุดขายที่ชัดเจนอย่างหนึ่งในเรื่อง ถ้าหนังเรื่องนี้ฉายในโรงไมเคิลเบย์อาจจะไม่กล้ายัดมาเยอะขนาดนี้ก็ได้ เพราะจะติดเรต 18+ ทำให้ลดจำนวนผู้ชมที่เข้ามาดูได้ไปอย่างมาก ต้องอย่าลืมว่านี่เป็นหนังที่วางตัวเป็นหนังแมสบล็อกบัสเตอร์ ไม่ใช่โจ๊กเกอร์หรือเดดพูลที่มีแนวทางติดเรตในตัวเรื่องอยู่แล้ว

ข้อดีนัมเบอร์ 3: หนังตลกและไรอัน เรย์โนลส์ก็ยังกวนทีนเหมือนเดิม!

“ไรอัน เรย์โนลส์ ก็ยังเป็นไรอัน เรย์โนลส์” คือพี่แกกวนทีนมากขึ้นเรื่อยๆ จากผลงานช่วงหลังที่เราคงรู้จักกันดี อย่างเดดพูล แล้วก็เหมือนเป็นลายเซ็นต์เขาไปแล้วว่า “เล่นเรื่องไหน บทต้องกวนทีน ไม่งั้นไม่ใช่ไรอัน เรย์โนลส์” สำหรับแฟนๆ ที่คิดถึงความกวนอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาก็คงไม่ได้ผิดหวัง เพราะมีช่องปุ๊บแกยิงมุกปั๊บทันที แล้วก็ยังเล่นกับตลกแบดโจ๊กแหวะๆ หรือพวกสองแง่สองงามอยู่เช่นเดิม ซึ่งบทหนังเรื่องนี้ก็เขียนมาให้เขาเล่นนี่แหละ ไม่ใช่ไรอันก็นึกไม่ออกว่าดาราใหญ่ขนาดนี้มีใครที่เล่นบทแนวหลุดโลกหน้าตายได้เนียนขนาดนี้ แต่อย่างหนึ่งที่ต้องรู้คือหนังมาในแนวเรียลๆ จริงจังแบบที่มนุษย์เป็นไปได้ ไม่ใช่ Super Hero เว่อร์ๆ ดังนั้นมุกทั้งหลายก็คงไม่ได้หลุดโลกอะไรแบบเดดพูลขานั้นหรอกนะ

หนังวางตัวเลยว่าเป็นหนังแอ็กชั่นที่พล็อตซีเรียสก็จริง ด้วยเรื่องราวการต่อสู้นอกระบบกับคนเลวระดับโลก แต่ก็ยังวางตัวให้เป็นหนังตลกแบบตั้งใจยิงมุกตลกตลอดเรื่องไปพร้อมกัน แถมยังกล้าเล่นในฉากแอ็กชั่นซีเรียสจนดูคล้ายๆ อารมณ์หนังเดดพูลอยู่เหมือนกัน แต่หนังก็ไม่ได้ตลกหลุดโลกขนาด  Zombieland ที่เป็นคนเขียนบทเดียวกัน คือยังเป็นตลกแบบที่จริงจังเข้ากันกับสถาณการณ์คับขันได้ และก็ทำให้ตัวละครหลายตัวดูมีเสน่ห์ มีอะไรให้เล่น กลายเป็นบทตลกพวกนี้ช่วยดันดาราเบอร์รองให้มีอะไรน่าจดจำมากขึ้นกว่าที่ต้องมารวมทีมเล่นหนังแอ็กชั่นยิงๆ

ข้อเสียนัมเบอร์ 3: ลูกทีมพระเอกใช้ดาราเบอร์รองมาเล่น

ข้อนี้ก็เหมือนพาร์ทย่อยจากข้อดีที่มีไรอัลเรย์โนลด์มาเล่นนำ อาจจะเพราะค่าตัวพี่แกที่แพงเอาเรื่อง ก็กลายเป็นว่าหนังเลยหันไปใช้บริการดารารองๆ ค่อนข้างโนเนมมาเล่น จนบางทีนึกกันไม่ออกเลยว่าเคยเล่นหนังเรื่องไหน แม้บางคนจะดูดีมีเสน่ห์ และเหมือนบทดันให้เกิดอยู่อย่างนัมเบอร์ 2 ที่เป็นสายลับสาวพราวเสน่ห์ ได้ Mélanie Laurent จากหนังดังเรื่อง Inglourious Basterds กับ Now You See Me มาเล่น ซึ่งเธอก็สวยงามสมกับบท แต่ก็ยังไม่ได้เจิดจรัสขนาดสายลับหญิงเรื่องอื่นสักเท่าไหร่ อีกคนที่มาจาก Now you See Me เช่นกันคือ Dave Franco มาเล่นเป็นนัมเบอร์ 6 ในช่วงแรกซึ่งเด่นเอามากๆ แต่หนังกลับให้บทเขามีแค่นั้นไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนบทที่เหลือนัมเบอร์ 3 5 แบบขุดประวัติว่าเล่นเรื่องไหนมาก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าบทไหน แม้จะมีพิเศษมาอีกคนที่เป็นนัมเบอร์ 7 เป็นนักแสดงผิวสี Corey Hawkins บทนี้จริงๆ น่าจะเป็นบทที่เรียกว่าเป็นพระรองจากไรอัลเรย์โนลด์เลยก็ว่าได้ แต่พอหนังใช้บริการดารารองมากไปก็ทำให้รู้สึกไม่อินไม่เข้ากับบท แถมไม่มีราศรีพอจะประกบคู่สูสีกับไรอันตามบทได้เลยจริงๆ

แต่ก็ยังดีที่หนังเฉลี่ยบทให้ทุกคนเรียกว่าได้มีฉากโชว์จุดขายแตกต่างกันไป ไม่ได้ถูกไรอันกลบฝังไปหมด และก็ไม่ได้เขียนให้ไรอันโชว์เดี่ยว แต่ไรอันมาช่วยทุกคนแบกเรื่องนี้ไว้มากกว่า ก็ไม่ถือว่าเสียหายอะไรมากถ้าต่อไปจะยังใช้ดาราชุดนี้อยู่ คืออาจจะขัดตา ขัดใจ แต่ก็เข้าใจว่าทำไมต้องยอมใช้ดารารองๆ แบบนี้

ข้อเสียนัมเบอร์ 4 หนังเขียนบทตัวร้ายได้กลวงโบ๋มากๆ

ไม่รู้ว่าเพราะหนังวางตัวเป็นแอ็กชั่นตลกร้ายหรือยังไง? เลยเขียนบททำให้ตัวร้ายในเรื่องนี้ที่เป็นผู้นำของประเทศสมมุติในตะวันออกกลาง (ชื่อประเทศเทอร์กิสถาน น่าจะล้อปากีสถาน) มีพฤติกรรมบ้าอำนาจที่ดูโอเวอร์ไม่เมคเซนส์เกินไปอย่างร้ายแรง จนดูเหมือนไม่ได้คิดจะใส่ใจทำให้สมจริงเรียลๆ ไปกับเรื่องราวที่หนักแน่นที่ทีมพระเอกต้องมาแทรกซึมรัฐประหารปลดปล่อยประเทศนี้ ซึ่งถ้าทำออกมาในแนวตลกไปกับเรื่องราวยังพอเข้าใจได้ว่าตั้งใจเป็นมุกให้ฮา แต่ในเรื่องกลับเขียนบทให้ตัวร้ายชั่วแบบกลวงๆ จนเกินเหตุ และก็ไม่ได้มีความฉลาดหลักแหลมหรืออะไรที่จะมาต่อกรกับทีมพระเอกได้เลย ทำให้หนังดูงี่เง่าดรอปลงในหลายครั้งที่ตัวร้ายนี้ออกมาด้วยซ้ำ แถมยังดูเป็นการยัดเยียดบทให้ผู้นำในประเทศตะวันออกกลางที่ขึ้นครองราชย์จากการสืบสายเลือดดูเลวเกินจริงไปอีกด้วย แต่ก็ยังดีหนังไม่ได้ออกตัวว่าโปรอเมริกาจ๋า แต่กลับจงใจยัดให้รัสเซียเป็นผู้ร้ายขายอาวุธสงครามดีๆ นี่เอง

ข้อดีนัมเบอร์ 4 อุปกรณ์สิ่งประดิษฐ์ไฮเทคในเรื่องโม้แต่เข้าท่า!

หนังไม่ใช่เป็นแอ็กชั่นดิบๆ หรือแค่เท่ๆ จากคิวบู๊เท่านั้น แต่เนื้อเรื่องวางให้นัมเบอร์ 1 ที่ไรอันเล่นเป็นมหาเศรษฐีอัจฉริยะนักประดิษฐ์ ที่ขายอุปกรณ์ลับให้แก่หน่วยงานของรัฐบาล ทำให้ในเรื่องนี้มีฉากโชว์อุปกรณ์ไฮเทคหลายอย่าง แต่ก็ยังตั้งต้นในความเป็นไปได้ไม่แตกต่างอะไรจากหนังสายลับ แต่สกิลความโม้จะเกินเบอร์กว่าพวกนั้นไปสัก 1 ขั้น อย่างฉากไฮไลท์เด็ดสุดคือเครื่องมือสร้างแม่เหล็กแรงสูงขนาดยักษ์ ที่ทำให้คนที่มีโลหะในตัวถูกดูดลอยเหมือนไร้แรงโน้มถ่วงเข้ากับเรือทั้งลำ หนังตั้งใจโชว์ฉากนี้เข้ากับฉากแอ็กชั่นเท่ๆ แบบมีว้าวกันแน่นอน

ข้อดีนัมเบอร์ 5: ฉากสวยมีโลเกชั่นงามหลายที่ในโลก

เรื่องนี้เป็นการเดินทางไปทั่วโลก และหนังก็เลือกใช้โลเกชั่นงามๆ มาเป็นจุดขายให้เข้ากับเรื่องราวได้อย่างดี เอาว่าตั้งแต่เปิดฉากแรกที่เป็นการขับรถไล่ล่าในอิตาลีก็เหมือนหนังพาทัวร์ไปพร้อมกัน แถมยังมีตัวละครแนวปาร์กัวร์ที่ต้องปีนป่ายที่สูงตลอดเวลา ทำให้หนังได้มีโชว์ฉากมุมสูงสวยๆ ตั้งแต่อิตาลี ฮ่องกง ลาสเวกัส ยูเครน ผ่านมุมกว้างและมุมมองแบบ FPS ในบางครั้ง ที่ต้องบอกว่าทำออกมาได้สมจริงเหมือนใช้สแตนอินด์เล่นได้หวาดเสียวมาก (แต่คิดว่าน่าจะมีสลิงแล้วลบออกทีหลังมากกว่า)

ข้อเสียนัมเบอร์ 5: หนังจงใจยัดมิตรภาพซึ้งๆ ตามสูตรมากไปหน่อย

หนังตั้งต้นให้เรียกแต่ละคนเป็นรหัสลับตัวเลข

มีจุดประสงค์ไม่ให้ตามอดีต แล้วก็ไม่ต้องการให้สนิทกัน

ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรกับหนังแนวรวมทีมภารกิจแบบนี้  (อย่างในทรชนคนปล้นโลกก็เรียกตามชื่อเมือง) และก็ตามสูตรไม่ว่าเรื่องไหนๆ

ที่มีโค๊ดเรียกชื่อ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าหลุดแหกกฎบอกชื่อของตัวเองในภายหลัง ซึ่งใน 6 Underground ก็หนีไม่พ้นกฎเดิมๆ

และก็ยัดสูตรสำเร็จมิตรภาพจากการรู้ชื่อมาใช้

แถมยังพยายามตามรอย Fast and Furious

ที่พัฒนาจากทีมในภารกิจมาเป็นครอบครัวที่ห่วงใยกัน

ผ่านตัวละครมาใหม่ที่แหกกฎเพื่อทำให้เห็นว่ามิตรภาพครอบครัวแข็งแกร่งกว่ากฎแบบเก่าที่พระเอกตั้งไว้

ซึ่งเอาจริงๆ มันก็น้ำเน่าแบบรับได้

แต่ก็รู้สึกว่าหนังจงใจยัดมาแบบไม่อินสักเท่าไหร่นัก

ข้อเสียนัมเบอร์ 6: เรื่องราวตัวเอกไม่เคลียร์มากมาย แถมทิ้งปมค้างเติ่งรอภาคต่อไป 

อาจจะเพราะหนังไม่ได้ต้องมารอเก็บค่าตั๋วเพื่อให้คุ้ม หนังเลยตั้งใจทิ้งปมกันไว้ดื้อๆ ในแบบหนังซีรีส์ และไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 อย่าง แต่มีหลายอย่างที่คาไว้ จนทำให้บางจุดรู้สึกว่าดูไม่เมคเซนส์อย่างจุดประสงค์แรงจูงใจของพระเอกที่ตั้งทีมมาจากจุดไหนกันแน่ เพราะดูเหมือนพระเอกมีเรื่องราวส่วนตัวไปไกลกว่าภารกิจในเรื่องนี้มาก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐีถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียธรรมดากลายมาเป็นมีฝีมือขั้นสูงที่ไม่แพ้คนในทีมเลย หนังแฟลชแบ็คเรื่องราวคนในทีมเป็นช่วงๆ ซึ่งก็ดูเคลียร์ดีทั้งหมด แต่ในส่วนของพระเอกกลับดูจงใจคลุมเคลือทิ้งไว้ให้ตามต่อแบบหนังซีรีส์ชัดเจน

ข้อดีนัมเบอร์ 6: หนังมาพร้อมพากย์ไทย

Netflix หลังๆ เริ่มทำเสียงพากย์ไทยไปพร้อมกับวันแรกที่ฉาย ซึ่ง 6 Underground เรื่องนี้ก็เช่นกัน รวมๆ เสียงพากย์ทำได้ดีแทบทั้งหมด ยกเว้นบางตัวละครที่เสียงไม่ตรงต้นฉบับนักอย่างนัมเบอร์ 2 สายลับหญิงฝั่งพระเอก ออกจะเสียงใหญ่ไม่ดูเซ็กซี่เท่ากับต้นฉบับมาก นักพากย์ดัดแปลงคำพูดได้เป็นธรรมชาติดีพอสมควร ซึ่งกับการที่เป็นหนังฟอร์มยักษ์มันส์ของจริง ไม่ใช่แบบที่ผ่านมาๆ น่าจะทำให้คนกลุ่มคนที่ชินกับการดูหนังพากย์ไทยในต่างจังหวัด หรือกลุ่มผู้มีอายุรุ่นพ่อแม่ที่อาจจะดูหนังแบบอ่านซับไม่ได้ ซึ่งหนังเรื่องนี้คำพูดตัดกันไปมาไวมาก ก็จะได้เปิด Netflix ให้ดูได้เลย เพราะหนังก็ดูง่ายและบันเทิงเอามากๆ 6 Underground